วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558
หยุด "เบาหวาน" ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ร่างกายเราได้รับข้าวสวยเข้าไปทีละเยอะๆ
น้ำตาลก็จะถาโถมเข้าสู่กระแสเลือดพร้อมๆ กัน
เหมือนกับเขื่อนแตก
ถ้าร่างกายจัดการกับน้ำตาลปริมาณมหาศาลเหล่านี้ไม่ทัน...
ก็ไม่มีทางเลือก
ต้องบังคับให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาเก็บน้ำตาลเหล่านั้น
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปลี่ยนมาทานข้าวกล้อง
ระดับน้ำตาลในข้าวกล้อง
ก็จะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายทีละนิด
ระบบการใช้พลังงานของร่างกายสามารถจัดสรร
หรือบริหารจัดการได้
อินซูลินก็ไม่ต้องถูกหลั่ง ตับอ่อนก็ไม่ต้องทำงาน
พอตับอ่อนได้มีโอกาสพักผ่อนมากๆ เข้า
ตับอ่อนก็จะสดใหม่และมีภาวะสมบูรณ์อยู่เสมอ
นานๆ ครั้ง...เราไปทานข้าวขาว นานๆ ที...เราไปทานขนมเค้ก
สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง ตับอ่อนจะบอกว่า...แค่นี้จิ๊บจ๊อย สบายมาก
นานๆ จะได้ทำงานสักที หลั่งอินซูลินปุ๊บ เก็บน้ำตาลได้หมดปั๊บ
เมื่อตับอ่อนทำงานน้อย และยังได้มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง
ตับอ่อนก็ไม่โหลด...ไม่พัง แถมยังแข็งแรงและพร้อมใช้งานเสมอ
และเมื่อตับอ่อนแข็งแรง หลั่งอินซูลินได้ตามที่ร่างกายต้องการ
ก็เท่ากับว่า ปิดโอกาสที่จะเป็นเบาหวาน
ข้าวแดงและธัญพืช "ยิ่งกิน ก็ยิ่งผอม"
นอกจากข้าวแดง จะมีประโยชน์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
ข้าวแดงและเหล่าธัญพืชทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น
ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ งาขาว งาดำ
ที่ยังมีเยื่อหุ้มเมล็ด หรือเปลือกหุ้มเมล็ดติดอยู่
ก็ยังเป็นอาหารที่ใช้ต้านโรคเบาหวานชั้นเยี่ยม...
นอกจากนั้น ธัญพืชเหล่านี้ยังสามารถใช้บำรุงร่างกายได้อีกด้วย
เพราะว่ามีวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ อยู่กันครบครันแบบ "จัดเต็ม"
เพื่อให้ร่างกายได้นำไปใช้ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างดีเยี่ยม
ไม่อยากจะบอกว่า ยิ่งข้าวมีสีดำมากเท่าใด
ก็จะยิ่งมีปริมาณของสารให้ความขาวจากธรรมชาติ "กลูต้าไธโอน"
มากขึ้นไปเท่านั้น
และทำให้คนที่กินเข้าไป มีผิวที่ขาวมากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว
นอกจากจะกินให้อิ่มท้องแล้ว
เหล่าธัญพืชที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์เหล่านี้ ก็ยังมีประโยชน์
กับร่างกายของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ อีกอย่างอเนกอนันต์
แล้วก็ยังอยากจะคุยต่อไปด้วยว่า
เวลาที่ร่างกายเราเคี้ยวธัญพืชเหล่านี้
เราจะต้องใช้พลังงานในการย่อยเยอะมาก
ไม่ว่าจะเป็นการย่อยแบบหยาบๆ ในปาก
และต่อด้วยการย่อยแบบละเอียดๆ ในกระเพาะ
ก็ล้วนแต่ต้องดึงพลังงานออกมา เพื่อใช้ในการย่อยอย่างมากทั้งสิ้น
อาจทำให้ทุกครั้งของการทานธัญพืชเข้าไป
ร่างกายจะต้องเสียพลังงาน (ที่ใช้ในการย่อย) ออกไปมากมาย
เรียกได้ว่า
"พลังงานที่สูญเสียไป มากกว่าพลังงานที่จะได้รับกลับคืนมา"
สรุปคือ ยิ่งกินมากเท่าไร...ก็ยิ่งสูญเสียพลังงานออกไป มากเท่านั้น
อ้าว!!! ถ้าอย่างนี้ ก็คือ...ยิ่งกิน ยิ่งผอม
แหม!!! แบบนี้ร่างกาย ก็ขาดทุนแย่เลย...555
ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดทุน เพราะชีวิตในแต่ละวัน
เราก็ได้รับพลังงานมาจากอาหารอื่นๆ จนล้นเกินพอดีอยู่แล้ว
และยังได้ไฟเบอร์ วิตามิน เกลือแร่ มาดูแลสุขภาพให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
แบบนี้แหละ...กำไรสุดๆ
เห็นประโยชน์มากมายขนาดนี้
ถ้ายังไม่ยอมทานข้าวแดงหรือธัญพืชต่างๆ อีก
ก็ดูจะใจร้ายกะร่างกายเกินไปหน่อยแล้วล่ะ
วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558
"ข้าวแดง" ข้าวดีที่ถูกลืม
เพราะฉะนั้นลองกลับมาดุคนที่เค้าทาน ข้าวกล้อง
หรือว่าข้าวซ้อมมือ ที่เค้าเรียกรวมๆ กันว่า "ข้าวแดง"
ว่าทำไมคนที่นิยมหม่ำข้าวพวกนี้ เค้าถึงไม่เป็นเบาหวานกัน
ทำไมปู่ย่าตายายที่ทานแต่ข้าวแดง เค้าถึงได้มีสุขภาพดี
ไม่เห็นจะเป็นโรคโน้นโรคนี้กันเลย แถมยังอายุยืนยาวอีกต่างหาก
เรื่องก็มีอยู่ว่า ข้าวแดงต่างกับข้าวขาวตรงที่่ว่า
ข้าวแดงจะยังคงมีไฟเบอร์
หรือเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวพร้อมทั้งจมูกข้าวอยู่
กว่าที่ร่างกายจะทำการย่อยให้ออกมาเป็นน้ำตาลได้
ก็เล่นเอาเหนื่อย
เพราะมีไฟเบอร์ที่เป็นเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว คอยเกะกะ คอยกีดกัน
และคอยขวางมือขวางเท้าอยู่ ต้องอาศัยความอดทน
ในการย่อยข้าวที่มีไฟเบอร์เคลือบอยู่เหล่านี้เป็นอย่างมาก
พอย่อยไปเรื่อยๆ เรียกว่าย่อยจนเหนื่อย
กว่าที่แป้งทั้งหลายจะกลายมาเป็นน้ำตาลได้ทั้งหมดแล้ว
แหม!!! กะว่าจะดูดซึมน้ำตาลให้หนำใจซะหน่อย
หลังจากที่ต้องทำการย่อยอย่างยากลำบากมาซะตั้งนาน
แต่กลับกลายเป็นว่า น้ำตาลเหล่านี้ ก็ยังไม่ได้ถูกดูดซึม
พร้อมกันในทันที ได้อย่างง่ายๆ
เพราะยังมีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (ไฟเบอร์) เป็นดั่งหนามยอกอก
คอยกีดกัน คอยดักจับขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายอยู่
ร่างกายจึงจำใจต้องค่อยๆ ดูดซึมน้ำตาลผ่านไฟเบอร์
ทำให้น้ำตาลไหลเข้าสู่กระแสเลือดได้แบบเรื่อยๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย
และเมื่อปริมาณน้ำตาลค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทีละน้อย
ร่างกายก็จะไม่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงฮวบฮาบขึ้นมาอย่าง
กะทันหัน
เมื่อภาวะน้ำตาลในเลือดไม่ได้กระโดดสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
ร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินมาให้อีก
เป็นการให้ตับอ่อนพักฟื้นไปในตัว เพราะไม่ต้องทำงาน
เพราะร่างกายสามารถทำการจัดสรร หรือแจกจ่ายน้ำตาล
ที่มากันทีละน้อยๆ เหล่านั้น ไปยังอวัยวะที่จำเป็น
หรือต้องการใช้พลังงานในตอนนั้นได้ อย่างทันท่วงที
ไม่ต้องรอรับการบริหารจัดการจากอินซูลินแต่อย่างใด
และเมื่อไม่ต้องใช้อินซูลิน หลอดเลือดต่างๆ จึงพลอยไม่ต้องตกอยู่
ในสภาวะที่เสี่ยงต่อความเสียหายอีกด้วย
หลอดเลือดจะยังคงยืดหยุ่น และใช้งานได้ดีไปจนตลอดอายุขัย
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558
กำเนิด "โรคเบาหวาน" ในประเทศไทย
ก่อนที่เราจะมาพิจารณาดูกันว่า
หลักเกณฑ์ต่างๆ ของฝรั่งมังค่า ที่ได้พูดมาทั้งหมดนี้
สามารถจะเชื่อถือได้จริงหรือไม่
เพราะที่นี่คืือเมืองไทย ไม่ใช่เมืองฝรั่ง
จะมาทำมั่วตั้ว เอาหลักเกณฑ์ของฝรั่งมาใช้กะคนไทยน่ะ
คงยอมรับไม่ได้หรอก
ทั้งที่เมื่อก่อนย้อนหลังกลับไปสัก 40 ปี
สภาวะเบาหวานในประเทศไทยของเรา แทบจะไม่มีปรากฎเลย
จะมีก็แต่เหล่าขุนน้ำขุนนางหรือคนรวยๆ
ที่นิยมเป็นกันมาก
เพราะว่าท่านพวก นิยมรับประทานกันแต่ "ข้าวเจ้า"
ข้าวเจ้า...ก็คือข้าวที่ขัดมาจนขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง
นิยมกินกันในหมู่ "เจ้านาย"
ซึ่งในสมัยโน้นมีราคาแพงมาก
เมื่อเทียบกับข้าวซ้อมมือ หรือว่า ข้าวแดง
ที่พวกคนธรรมดา หรือที่เค้าเรียกกันว่า "พวกไพร่" นิยมกินกัน
เพราะว่าหาได้ง่าย ทำเองก็ได้ จึงมีราคาที่ถูกกว่า
คราวนี้ "ข้าวเจ้า" กับ "ข้าวแดง" มีนัยยะที่แตกต่างกัน
อย่างไรบ้าง
แล้วทำไมข้าวชนิดเดียวกันแท้ๆ แค่ต่างกันเฉพาะวิธีการสี
แบบหนึ่ง ถึงทำให้คนที่รับข้าวแบบนี้เข้าไป
เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นได้
ส่วนข้าวที่สีอีกแบบหนึ่ง
ดันสามารถใช้รักษาโรคเบาหวานได้...ซะงั้น
มั่วรึเปล่าเนี่ย...แบบนี้ต้องมีเคลียร์
ข้าวเจ้า ถูกขัดสีจนกระทั่งได้เมล็ดข้าวสีขาวจั๊วะ
จมูกข้าวก็ไม่ม เยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่ดูว่าเป็นสีแดงก็ไม่มี
เอาของดีออกไปจนหมด เหลือแต่แป้งล้วนๆ
ที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า "empty calories" แปลว่า อาหารพลังงานสูง
แต่ไร้ซึ่งประโยชน์อื่นๆ ที่พึงจะม
และเมล็ดแป้งขาวๆ ที่เห็นนี่ล่ะ เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนล้วนๆ
พิสูจน์ได้ด้วยการเคี้ยวข้าวเปล่า แล้วอมไว้สักครู่
พอเอนไซม์ที่ชื่อว่า "อะไมเลส" ในน้ำลาย ได้ทำการคลุกเคล้า
และเมื่อย่อยข้าวในปากไปได้สักระยะแล้ว
เราก็จะสัมผัสได้ถึงความหวานจากน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในข้าวคำนั้น
ทันที และยังหวานต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลานานมาก
หมายความว่า ในข้าวคำนั้น ร่างกายเราสามารถจะนำมาย่อย
ให้กลายเป็นน้ำตาลได้ในปริมาณมหาศาล เรียกง่ายๆ ว่า
"แป้ง คือ น้ำตาลเชิงซ้อน" ที่ซ้อนทับกันอยู่มากมาย
เพื่อรอให้ร่างกายย่อยออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสจำนวนมหาศาล
หากเมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
โดยไม่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวมาช่วยเบรกแล้ว จะมีปริมาณที่ล้นเหลือ
เกินกว่าความต้องการของร่างกายที่จะนำไปใช้ได้ทั้งหมด
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณมากเกินไป
เดือดร้อนไปถึงระบบควบคุมน้ำตาล จะต้องยื่นมือออกมาไกล่เกลี่ย
เพื่อให้ระดับของน้ำตาลในร่างกาย
กลับไปตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของความพอดีให้ได้โดยเร็วที่สุด
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558
ท่านเป็น "เบาหวาน"
กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้
เราบังคับให้ตับอ่อนต้องทำงานตลอดเวลา
เนื่องจากการบริโภคอาหารที่ให้น้ำตาลสูงเป็นประจำ เช่น
พวกข้าวขัดขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ต่างๆ
ที่ทานเข้าไปแล้ว จะทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงมาก...
อย่างกระทันหัน
ถ้าเจอเข้าไปแบบนี้ ตับอ่อนก็ไม่มีทางเลือก
ต้องถูกบังคับให้หลั่งอินซูลินออกมา
ตามจำนวนมื้ออาหารที่เราทานเข้าไป
ซึ่งบางมื้อก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรบกวนตับอ่อนเค้าเลย
ให้ตับอ่อนได้พักผ่อน และมีเวลาฟื้นตัวบ้างเถอะ
พอตับอ่อนทำงานโอเวอร์โหลด โดยการหลั่งอินซูลินบ่อยๆ เข้า
ตับอ่อนก็พัง...อวัยวะที่ควรจะทำงานเดือนละ 5 - 10 ครั้ง
กลับต้องมาทำงานวันละ 3 - 4 ครั้ง เดือนละ 100 ครั้ง
ทำงานมากกว่าที่ธรรมชาติเค้าออกแบบเอาไว้ไม่รู้กี่เท่า
ต่อให้ตับอ่อนแน่สักแค่ไหน
ก็คงจะทนอยู่ต่อไม่ได้...ต้องพังเข้าสักวัน
พอตับอ่อนเริ่มพัง แล้วเรายังดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมอีก
ยังทานข้าวขาวเหมือนเดิม คราวนี้พอน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง
ตับอ่อนก็พยายามหลั่งอินซูลินเท่าที่พอจะมีเหลือ
พอตับอ่อนหลั่งอินซูลินเก็บน้ำตาลในเลือดไม่ทัน
ตรวจน้ำตาลในเลือดทีไร ก็ได้ค่ามากกว่าที่กำหนดทุกที
ซึ่งแบบนี้ก็ขอยินดีด้วย เพราะว่า...
ท่านเป็นเบาหวานแล้ว
วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558
วัฏจักร เบาหวาน
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดที่แบบว่าอยู่ๆ ก็พุ่งสูงขึ้นมาซะอย่างนี้
ร่างกายก็จะรีบหาทุกวิถีทางที่จะลดระดับน้ำตาลลง
ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างเร็วที่สุด
โดยการสั่งให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาทำหน้าที่ในทันที
เพราะถ้าร่างกายไม่รีบเก็บน้ำตาลส่วนเกินออกจากกระแสเลือด
แล้ว จะส่งผลเสียหายไปถึงเม็ดเลือดแดง
ทำให้ไม่สามารถลำเลียงสารอาหารได้
อย่างที่กล่าวมา พออินซูลินถูกหลั่งออกมา ก็ชอบที่จะทำเกินหน้าที่
คือนอกจากจะจัดการกับน้ำตาลส่วนเกินเพียงอย่างเดียวแล้ว
ดันทำงานจนเลยเถิด ไปเก็บเอาน้ำตาลในส่วนที่ร่างกาย
ตระเตรียมเอาไว้เพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน เข้าไปเก็บอีกด้วย
จนทำให้น้ำตาลแทบจะหมดไปจากกระแสเลือด
ก็เลยทำให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานตามมาด้วย
พอน้ำตาลในเลือดต่ำ เราก็จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อย
อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพราะขาดแคลนพลังงาน
ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน
จนแทบจะไม่อยากทำอะไร นอกจากนอนเอาแรงอย่างเดียว
ที่กล่าวมานี้โดยมากจะเป็นภาวะหลังทานอาหารมื้อหนัก
ไม่ว่าจะเป็นมื้อเที่ยง หรือมื้อเย็น ที่พลั้งเผลอลืมตัว
ทานอาหารจำพวกแป้งขัดขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เข้าไปจนเกินพอดี
โดยเฉพาะเวลาบ่ายๆ หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงเข้าไปสักชั่วโมง
มักจะมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ปรากฎให้เห็นในที่ทำงานบ่อยๆ
และนี่คือจุดเริ่มต้นของวงจร การเป็น "เบาหวาน"
และถ้าเกิดอาการง่วงนอนขึ้นมา เพราะร่างกายขาดน้ำตาลล่ะก็
ไปนอนซะ...ก็หมดเรื่อง เพราะถ้าได้นอนสักประเดี๋ยว
ร่างกายก็จะเริ่มทำการสะสมพลังงาน
ซึ่งได้มาจากการนอนหลับได้เอง
แต่ถ้ามีอาการง่วงนอนเพราะน้ำตาลต่ำ...แล้วเกิดไม่ได้นอนล่ะก็
คราวนี้ร่างกายก็จะโหยหาน้ำตาล ด้วยการหิวอีกครั้ง
แต่พอหิวข้าวแล้ว
เราก็มักจะกลับไปทานอาหารหรือข้าวขาวแบบเดิมๆ
หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นขนมหวานๆ หรืออาหารที่ให้น้ำตาลสูงๆ
สักพัก...
น้ำตาลก็จะถูกดูดซึมเข้าไปสู่กระแสเลือดปริมาณมหาศาล
ในคราวเดียวกัน
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ๆ ก็พุ่งสูงกระฉูดอีก
พอระดับน้ำตาลกระโดดขึ้นสูง
ตับอ่อนมีหน้าที่หลั่งอินซูลินอีกครั้งหนึ่งเพื่อปกป้องเม็ดเลือดแดง
ให้พ้นจากน้ำตาล
พออินซูลินหลั่งออกมา...น้ำตาลในเลือดก็ตก
พอน้ำตาลในเลือดตก...เราก็ง่วง
พอง่วงแล้วไม่ได้นอน...เราก็หิว
พอหิวก็ไปทานอาหารให้น้ำตาลสูง...น้ำตาลในเลือดเราก็ขึ้น
พอน้ำตาลขึ้น...อินซูลินก็หลั่ง
ก็จะวนเวียนเป็นวงจรเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ
จนกว่าตับอ่อนจะพัง หลังอินซูลินได้ไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับ
น้ำตาล...แล้วก็เป็นเบาหวานอย่างถาวร
ต้อง "รักษาระดับน้ำตาล" ในร่างกาย
เวลาที่เราทานข้าวเข้าไปทั้งจาน หรือสอง - สามจานก็ว่าไป
แล้วกระเพาะได้ทำการย่อยแป้งที่เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนเหล่านั้น
จนได้ออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคส ปริมาณมากมายมหาศาล
ซึ่งจะย่อยเสร็จพร้อมๆ กันในคราวเดียว และร่างกายของเรา
ก็จำไใจต้องดูดซึมน้ำตาลเหล่านั้น เข้าสู่กระแสเลือดพร้อมกัน
เพราะไม่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่เป็นไฟเบอร์มาช่วยชะลอการดูดซึม
น้ำตาล จึงส่งผลให้ระดับปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด
พุ่งกระฉูดขึ้นทันที
พอระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูดขึ้นมา
ร่างกายก็ร้องบอกว่า อุ๊ย! ตับอ่อน น้ำตาลในเลือดสูงมากแล้วนะ
ช่วยหลั่งอินซูลินออกมาเก็บน้ำตาลให้หน่อย
ไม่อย่างนั้น ขืนปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงในระดับนี้นานๆ ไป
อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายโดยรวมอย่างแน่นอน
เพราะถ้าระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งสูงขึ้นมากเท่าไร
เม็ดเลือดแดงก็จะมีโอกาสถูกเคลือบด้วยน้ำตาลมากขึ้นไปเท่านั้น
แต่ในทางกลับกัน
ถ้าตับอ่อนยิ่งหลั่งอินซูลินออกมามากเท่าไร
ระบบหลอดเลือดและเส้นเลือดทั้งระบบ
ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดใหญ่หรือเส้นเลือดฝอย
ก็จะเข้าสู่สภาวะเสี่ยงต่อการแข็งตัวจากอินซูลินมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อเส้นเลือดแข็งตัวแล้ว
เลือดก็จะเดินทางหรือไหลเวียนไม่สะดวก
แถมยังมีโอกาสเกิดการฉีกขาด แตกหักเสียหายของเส้นเลือดได้ง่าย
ยิ่งถ้าเส้นเลือดดันไปแตกในสมองด้วยแล้ว
เฮ่อ!!! ไม่อยากคิดต่อ...อัมพาตครึ่งซีกอย่างต่ำๆ
จะเป็นคำตอบสุดท้ายของคุณอย่างแน่นอน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






.jpg)