วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558
หยุด "เบาหวาน" ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ร่างกายเราได้รับข้าวสวยเข้าไปทีละเยอะๆ
น้ำตาลก็จะถาโถมเข้าสู่กระแสเลือดพร้อมๆ กัน
เหมือนกับเขื่อนแตก
ถ้าร่างกายจัดการกับน้ำตาลปริมาณมหาศาลเหล่านี้ไม่ทัน...
ก็ไม่มีทางเลือก
ต้องบังคับให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาเก็บน้ำตาลเหล่านั้น
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปลี่ยนมาทานข้าวกล้อง
ระดับน้ำตาลในข้าวกล้อง
ก็จะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายทีละนิด
ระบบการใช้พลังงานของร่างกายสามารถจัดสรร
หรือบริหารจัดการได้
อินซูลินก็ไม่ต้องถูกหลั่ง ตับอ่อนก็ไม่ต้องทำงาน
พอตับอ่อนได้มีโอกาสพักผ่อนมากๆ เข้า
ตับอ่อนก็จะสดใหม่และมีภาวะสมบูรณ์อยู่เสมอ
นานๆ ครั้ง...เราไปทานข้าวขาว นานๆ ที...เราไปทานขนมเค้ก
สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง ตับอ่อนจะบอกว่า...แค่นี้จิ๊บจ๊อย สบายมาก
นานๆ จะได้ทำงานสักที หลั่งอินซูลินปุ๊บ เก็บน้ำตาลได้หมดปั๊บ
เมื่อตับอ่อนทำงานน้อย และยังได้มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง
ตับอ่อนก็ไม่โหลด...ไม่พัง แถมยังแข็งแรงและพร้อมใช้งานเสมอ
และเมื่อตับอ่อนแข็งแรง หลั่งอินซูลินได้ตามที่ร่างกายต้องการ
ก็เท่ากับว่า ปิดโอกาสที่จะเป็นเบาหวาน
ข้าวแดงและธัญพืช "ยิ่งกิน ก็ยิ่งผอม"
นอกจากข้าวแดง จะมีประโยชน์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
ข้าวแดงและเหล่าธัญพืชทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น
ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ งาขาว งาดำ
ที่ยังมีเยื่อหุ้มเมล็ด หรือเปลือกหุ้มเมล็ดติดอยู่
ก็ยังเป็นอาหารที่ใช้ต้านโรคเบาหวานชั้นเยี่ยม...
นอกจากนั้น ธัญพืชเหล่านี้ยังสามารถใช้บำรุงร่างกายได้อีกด้วย
เพราะว่ามีวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ อยู่กันครบครันแบบ "จัดเต็ม"
เพื่อให้ร่างกายได้นำไปใช้ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างดีเยี่ยม
ไม่อยากจะบอกว่า ยิ่งข้าวมีสีดำมากเท่าใด
ก็จะยิ่งมีปริมาณของสารให้ความขาวจากธรรมชาติ "กลูต้าไธโอน"
มากขึ้นไปเท่านั้น
และทำให้คนที่กินเข้าไป มีผิวที่ขาวมากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว
นอกจากจะกินให้อิ่มท้องแล้ว
เหล่าธัญพืชที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์เหล่านี้ ก็ยังมีประโยชน์
กับร่างกายของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ อีกอย่างอเนกอนันต์
แล้วก็ยังอยากจะคุยต่อไปด้วยว่า
เวลาที่ร่างกายเราเคี้ยวธัญพืชเหล่านี้
เราจะต้องใช้พลังงานในการย่อยเยอะมาก
ไม่ว่าจะเป็นการย่อยแบบหยาบๆ ในปาก
และต่อด้วยการย่อยแบบละเอียดๆ ในกระเพาะ
ก็ล้วนแต่ต้องดึงพลังงานออกมา เพื่อใช้ในการย่อยอย่างมากทั้งสิ้น
อาจทำให้ทุกครั้งของการทานธัญพืชเข้าไป
ร่างกายจะต้องเสียพลังงาน (ที่ใช้ในการย่อย) ออกไปมากมาย
เรียกได้ว่า
"พลังงานที่สูญเสียไป มากกว่าพลังงานที่จะได้รับกลับคืนมา"
สรุปคือ ยิ่งกินมากเท่าไร...ก็ยิ่งสูญเสียพลังงานออกไป มากเท่านั้น
อ้าว!!! ถ้าอย่างนี้ ก็คือ...ยิ่งกิน ยิ่งผอม
แหม!!! แบบนี้ร่างกาย ก็ขาดทุนแย่เลย...555
ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดทุน เพราะชีวิตในแต่ละวัน
เราก็ได้รับพลังงานมาจากอาหารอื่นๆ จนล้นเกินพอดีอยู่แล้ว
และยังได้ไฟเบอร์ วิตามิน เกลือแร่ มาดูแลสุขภาพให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
แบบนี้แหละ...กำไรสุดๆ
เห็นประโยชน์มากมายขนาดนี้
ถ้ายังไม่ยอมทานข้าวแดงหรือธัญพืชต่างๆ อีก
ก็ดูจะใจร้ายกะร่างกายเกินไปหน่อยแล้วล่ะ
วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558
"ข้าวแดง" ข้าวดีที่ถูกลืม
เพราะฉะนั้นลองกลับมาดุคนที่เค้าทาน ข้าวกล้อง
หรือว่าข้าวซ้อมมือ ที่เค้าเรียกรวมๆ กันว่า "ข้าวแดง"
ว่าทำไมคนที่นิยมหม่ำข้าวพวกนี้ เค้าถึงไม่เป็นเบาหวานกัน
ทำไมปู่ย่าตายายที่ทานแต่ข้าวแดง เค้าถึงได้มีสุขภาพดี
ไม่เห็นจะเป็นโรคโน้นโรคนี้กันเลย แถมยังอายุยืนยาวอีกต่างหาก
เรื่องก็มีอยู่ว่า ข้าวแดงต่างกับข้าวขาวตรงที่่ว่า
ข้าวแดงจะยังคงมีไฟเบอร์
หรือเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวพร้อมทั้งจมูกข้าวอยู่
กว่าที่ร่างกายจะทำการย่อยให้ออกมาเป็นน้ำตาลได้
ก็เล่นเอาเหนื่อย
เพราะมีไฟเบอร์ที่เป็นเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว คอยเกะกะ คอยกีดกัน
และคอยขวางมือขวางเท้าอยู่ ต้องอาศัยความอดทน
ในการย่อยข้าวที่มีไฟเบอร์เคลือบอยู่เหล่านี้เป็นอย่างมาก
พอย่อยไปเรื่อยๆ เรียกว่าย่อยจนเหนื่อย
กว่าที่แป้งทั้งหลายจะกลายมาเป็นน้ำตาลได้ทั้งหมดแล้ว
แหม!!! กะว่าจะดูดซึมน้ำตาลให้หนำใจซะหน่อย
หลังจากที่ต้องทำการย่อยอย่างยากลำบากมาซะตั้งนาน
แต่กลับกลายเป็นว่า น้ำตาลเหล่านี้ ก็ยังไม่ได้ถูกดูดซึม
พร้อมกันในทันที ได้อย่างง่ายๆ
เพราะยังมีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (ไฟเบอร์) เป็นดั่งหนามยอกอก
คอยกีดกัน คอยดักจับขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายอยู่
ร่างกายจึงจำใจต้องค่อยๆ ดูดซึมน้ำตาลผ่านไฟเบอร์
ทำให้น้ำตาลไหลเข้าสู่กระแสเลือดได้แบบเรื่อยๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย
และเมื่อปริมาณน้ำตาลค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทีละน้อย
ร่างกายก็จะไม่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงฮวบฮาบขึ้นมาอย่าง
กะทันหัน
เมื่อภาวะน้ำตาลในเลือดไม่ได้กระโดดสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
ร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินมาให้อีก
เป็นการให้ตับอ่อนพักฟื้นไปในตัว เพราะไม่ต้องทำงาน
เพราะร่างกายสามารถทำการจัดสรร หรือแจกจ่ายน้ำตาล
ที่มากันทีละน้อยๆ เหล่านั้น ไปยังอวัยวะที่จำเป็น
หรือต้องการใช้พลังงานในตอนนั้นได้ อย่างทันท่วงที
ไม่ต้องรอรับการบริหารจัดการจากอินซูลินแต่อย่างใด
และเมื่อไม่ต้องใช้อินซูลิน หลอดเลือดต่างๆ จึงพลอยไม่ต้องตกอยู่
ในสภาวะที่เสี่ยงต่อความเสียหายอีกด้วย
หลอดเลือดจะยังคงยืดหยุ่น และใช้งานได้ดีไปจนตลอดอายุขัย
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558
กำเนิด "โรคเบาหวาน" ในประเทศไทย
ก่อนที่เราจะมาพิจารณาดูกันว่า
หลักเกณฑ์ต่างๆ ของฝรั่งมังค่า ที่ได้พูดมาทั้งหมดนี้
สามารถจะเชื่อถือได้จริงหรือไม่
เพราะที่นี่คืือเมืองไทย ไม่ใช่เมืองฝรั่ง
จะมาทำมั่วตั้ว เอาหลักเกณฑ์ของฝรั่งมาใช้กะคนไทยน่ะ
คงยอมรับไม่ได้หรอก
ทั้งที่เมื่อก่อนย้อนหลังกลับไปสัก 40 ปี
สภาวะเบาหวานในประเทศไทยของเรา แทบจะไม่มีปรากฎเลย
จะมีก็แต่เหล่าขุนน้ำขุนนางหรือคนรวยๆ
ที่นิยมเป็นกันมาก
เพราะว่าท่านพวก นิยมรับประทานกันแต่ "ข้าวเจ้า"
ข้าวเจ้า...ก็คือข้าวที่ขัดมาจนขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง
นิยมกินกันในหมู่ "เจ้านาย"
ซึ่งในสมัยโน้นมีราคาแพงมาก
เมื่อเทียบกับข้าวซ้อมมือ หรือว่า ข้าวแดง
ที่พวกคนธรรมดา หรือที่เค้าเรียกกันว่า "พวกไพร่" นิยมกินกัน
เพราะว่าหาได้ง่าย ทำเองก็ได้ จึงมีราคาที่ถูกกว่า
คราวนี้ "ข้าวเจ้า" กับ "ข้าวแดง" มีนัยยะที่แตกต่างกัน
อย่างไรบ้าง
แล้วทำไมข้าวชนิดเดียวกันแท้ๆ แค่ต่างกันเฉพาะวิธีการสี
แบบหนึ่ง ถึงทำให้คนที่รับข้าวแบบนี้เข้าไป
เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นได้
ส่วนข้าวที่สีอีกแบบหนึ่ง
ดันสามารถใช้รักษาโรคเบาหวานได้...ซะงั้น
มั่วรึเปล่าเนี่ย...แบบนี้ต้องมีเคลียร์
ข้าวเจ้า ถูกขัดสีจนกระทั่งได้เมล็ดข้าวสีขาวจั๊วะ
จมูกข้าวก็ไม่ม เยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่ดูว่าเป็นสีแดงก็ไม่มี
เอาของดีออกไปจนหมด เหลือแต่แป้งล้วนๆ
ที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า "empty calories" แปลว่า อาหารพลังงานสูง
แต่ไร้ซึ่งประโยชน์อื่นๆ ที่พึงจะม
และเมล็ดแป้งขาวๆ ที่เห็นนี่ล่ะ เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนล้วนๆ
พิสูจน์ได้ด้วยการเคี้ยวข้าวเปล่า แล้วอมไว้สักครู่
พอเอนไซม์ที่ชื่อว่า "อะไมเลส" ในน้ำลาย ได้ทำการคลุกเคล้า
และเมื่อย่อยข้าวในปากไปได้สักระยะแล้ว
เราก็จะสัมผัสได้ถึงความหวานจากน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในข้าวคำนั้น
ทันที และยังหวานต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลานานมาก
หมายความว่า ในข้าวคำนั้น ร่างกายเราสามารถจะนำมาย่อย
ให้กลายเป็นน้ำตาลได้ในปริมาณมหาศาล เรียกง่ายๆ ว่า
"แป้ง คือ น้ำตาลเชิงซ้อน" ที่ซ้อนทับกันอยู่มากมาย
เพื่อรอให้ร่างกายย่อยออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสจำนวนมหาศาล
หากเมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
โดยไม่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวมาช่วยเบรกแล้ว จะมีปริมาณที่ล้นเหลือ
เกินกว่าความต้องการของร่างกายที่จะนำไปใช้ได้ทั้งหมด
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณมากเกินไป
เดือดร้อนไปถึงระบบควบคุมน้ำตาล จะต้องยื่นมือออกมาไกล่เกลี่ย
เพื่อให้ระดับของน้ำตาลในร่างกาย
กลับไปตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของความพอดีให้ได้โดยเร็วที่สุด
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558
ท่านเป็น "เบาหวาน"
กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้
เราบังคับให้ตับอ่อนต้องทำงานตลอดเวลา
เนื่องจากการบริโภคอาหารที่ให้น้ำตาลสูงเป็นประจำ เช่น
พวกข้าวขัดขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ต่างๆ
ที่ทานเข้าไปแล้ว จะทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงมาก...
อย่างกระทันหัน
ถ้าเจอเข้าไปแบบนี้ ตับอ่อนก็ไม่มีทางเลือก
ต้องถูกบังคับให้หลั่งอินซูลินออกมา
ตามจำนวนมื้ออาหารที่เราทานเข้าไป
ซึ่งบางมื้อก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรบกวนตับอ่อนเค้าเลย
ให้ตับอ่อนได้พักผ่อน และมีเวลาฟื้นตัวบ้างเถอะ
พอตับอ่อนทำงานโอเวอร์โหลด โดยการหลั่งอินซูลินบ่อยๆ เข้า
ตับอ่อนก็พัง...อวัยวะที่ควรจะทำงานเดือนละ 5 - 10 ครั้ง
กลับต้องมาทำงานวันละ 3 - 4 ครั้ง เดือนละ 100 ครั้ง
ทำงานมากกว่าที่ธรรมชาติเค้าออกแบบเอาไว้ไม่รู้กี่เท่า
ต่อให้ตับอ่อนแน่สักแค่ไหน
ก็คงจะทนอยู่ต่อไม่ได้...ต้องพังเข้าสักวัน
พอตับอ่อนเริ่มพัง แล้วเรายังดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมอีก
ยังทานข้าวขาวเหมือนเดิม คราวนี้พอน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง
ตับอ่อนก็พยายามหลั่งอินซูลินเท่าที่พอจะมีเหลือ
พอตับอ่อนหลั่งอินซูลินเก็บน้ำตาลในเลือดไม่ทัน
ตรวจน้ำตาลในเลือดทีไร ก็ได้ค่ามากกว่าที่กำหนดทุกที
ซึ่งแบบนี้ก็ขอยินดีด้วย เพราะว่า...
ท่านเป็นเบาหวานแล้ว
วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558
วัฏจักร เบาหวาน
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดที่แบบว่าอยู่ๆ ก็พุ่งสูงขึ้นมาซะอย่างนี้
ร่างกายก็จะรีบหาทุกวิถีทางที่จะลดระดับน้ำตาลลง
ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างเร็วที่สุด
โดยการสั่งให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาทำหน้าที่ในทันที
เพราะถ้าร่างกายไม่รีบเก็บน้ำตาลส่วนเกินออกจากกระแสเลือด
แล้ว จะส่งผลเสียหายไปถึงเม็ดเลือดแดง
ทำให้ไม่สามารถลำเลียงสารอาหารได้
อย่างที่กล่าวมา พออินซูลินถูกหลั่งออกมา ก็ชอบที่จะทำเกินหน้าที่
คือนอกจากจะจัดการกับน้ำตาลส่วนเกินเพียงอย่างเดียวแล้ว
ดันทำงานจนเลยเถิด ไปเก็บเอาน้ำตาลในส่วนที่ร่างกาย
ตระเตรียมเอาไว้เพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน เข้าไปเก็บอีกด้วย
จนทำให้น้ำตาลแทบจะหมดไปจากกระแสเลือด
ก็เลยทำให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานตามมาด้วย
พอน้ำตาลในเลือดต่ำ เราก็จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อย
อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพราะขาดแคลนพลังงาน
ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน
จนแทบจะไม่อยากทำอะไร นอกจากนอนเอาแรงอย่างเดียว
ที่กล่าวมานี้โดยมากจะเป็นภาวะหลังทานอาหารมื้อหนัก
ไม่ว่าจะเป็นมื้อเที่ยง หรือมื้อเย็น ที่พลั้งเผลอลืมตัว
ทานอาหารจำพวกแป้งขัดขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เข้าไปจนเกินพอดี
โดยเฉพาะเวลาบ่ายๆ หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงเข้าไปสักชั่วโมง
มักจะมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ปรากฎให้เห็นในที่ทำงานบ่อยๆ
และนี่คือจุดเริ่มต้นของวงจร การเป็น "เบาหวาน"
และถ้าเกิดอาการง่วงนอนขึ้นมา เพราะร่างกายขาดน้ำตาลล่ะก็
ไปนอนซะ...ก็หมดเรื่อง เพราะถ้าได้นอนสักประเดี๋ยว
ร่างกายก็จะเริ่มทำการสะสมพลังงาน
ซึ่งได้มาจากการนอนหลับได้เอง
แต่ถ้ามีอาการง่วงนอนเพราะน้ำตาลต่ำ...แล้วเกิดไม่ได้นอนล่ะก็
คราวนี้ร่างกายก็จะโหยหาน้ำตาล ด้วยการหิวอีกครั้ง
แต่พอหิวข้าวแล้ว
เราก็มักจะกลับไปทานอาหารหรือข้าวขาวแบบเดิมๆ
หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นขนมหวานๆ หรืออาหารที่ให้น้ำตาลสูงๆ
สักพัก...
น้ำตาลก็จะถูกดูดซึมเข้าไปสู่กระแสเลือดปริมาณมหาศาล
ในคราวเดียวกัน
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ๆ ก็พุ่งสูงกระฉูดอีก
พอระดับน้ำตาลกระโดดขึ้นสูง
ตับอ่อนมีหน้าที่หลั่งอินซูลินอีกครั้งหนึ่งเพื่อปกป้องเม็ดเลือดแดง
ให้พ้นจากน้ำตาล
พออินซูลินหลั่งออกมา...น้ำตาลในเลือดก็ตก
พอน้ำตาลในเลือดตก...เราก็ง่วง
พอง่วงแล้วไม่ได้นอน...เราก็หิว
พอหิวก็ไปทานอาหารให้น้ำตาลสูง...น้ำตาลในเลือดเราก็ขึ้น
พอน้ำตาลขึ้น...อินซูลินก็หลั่ง
ก็จะวนเวียนเป็นวงจรเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ
จนกว่าตับอ่อนจะพัง หลังอินซูลินได้ไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับ
น้ำตาล...แล้วก็เป็นเบาหวานอย่างถาวร
ต้อง "รักษาระดับน้ำตาล" ในร่างกาย
เวลาที่เราทานข้าวเข้าไปทั้งจาน หรือสอง - สามจานก็ว่าไป
แล้วกระเพาะได้ทำการย่อยแป้งที่เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนเหล่านั้น
จนได้ออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคส ปริมาณมากมายมหาศาล
ซึ่งจะย่อยเสร็จพร้อมๆ กันในคราวเดียว และร่างกายของเรา
ก็จำไใจต้องดูดซึมน้ำตาลเหล่านั้น เข้าสู่กระแสเลือดพร้อมกัน
เพราะไม่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่เป็นไฟเบอร์มาช่วยชะลอการดูดซึม
น้ำตาล จึงส่งผลให้ระดับปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด
พุ่งกระฉูดขึ้นทันที
พอระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูดขึ้นมา
ร่างกายก็ร้องบอกว่า อุ๊ย! ตับอ่อน น้ำตาลในเลือดสูงมากแล้วนะ
ช่วยหลั่งอินซูลินออกมาเก็บน้ำตาลให้หน่อย
ไม่อย่างนั้น ขืนปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงในระดับนี้นานๆ ไป
อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายโดยรวมอย่างแน่นอน
เพราะถ้าระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งสูงขึ้นมากเท่าไร
เม็ดเลือดแดงก็จะมีโอกาสถูกเคลือบด้วยน้ำตาลมากขึ้นไปเท่านั้น
แต่ในทางกลับกัน
ถ้าตับอ่อนยิ่งหลั่งอินซูลินออกมามากเท่าไร
ระบบหลอดเลือดและเส้นเลือดทั้งระบบ
ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดใหญ่หรือเส้นเลือดฝอย
ก็จะเข้าสู่สภาวะเสี่ยงต่อการแข็งตัวจากอินซูลินมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อเส้นเลือดแข็งตัวแล้ว
เลือดก็จะเดินทางหรือไหลเวียนไม่สะดวก
แถมยังมีโอกาสเกิดการฉีกขาด แตกหักเสียหายของเส้นเลือดได้ง่าย
ยิ่งถ้าเส้นเลือดดันไปแตกในสมองด้วยแล้ว
เฮ่อ!!! ไม่อยากคิดต่อ...อัมพาตครึ่งซีกอย่างต่ำๆ
จะเป็นคำตอบสุดท้ายของคุณอย่างแน่นอน
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558
ตรวจเลือดเพื่อขายยา
ลองสังเกตดู เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลชั้นนำทั้งหลาย
เค้าถึงกับตั้งแผนกประชาสัมพันธ์
ตั้งโต๊ะ ออกบูธ ตามแหล่งชุมชนต่างๆ
เพื่อรับตรวจสุขภาพในราคาประหยัด
โดยใช้วิธีการตรวจสุขภาพแบบต่างๆ มากมาย หลากหลายวิธี
ตรวจค่าโน่น วัดค่านี่ ทั้งลด ทั้งแถม
แต่ส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่การเจาะเลือดเพื่อวัดค่าต่างๆ เป็นหลัก
บางโรงพยาบาลใจถึงหน่อย ก็เจาะเลือดตรวจให้ฟรีกันเลยทีเดียว
เพราะทุกหน่วยงานสุขภาพรู้กันดีอยู่แก่ใจว่า
ถ้าเอาความหวาดกลัวของผู้คนที่ไม่รู้ มาเป็นสาเหตุหรือเป็นตัวล่อ
เค้าจะสามารถขายของอะไร ราคาแพงแค่ไหนก็ได้
เพราะขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนก็ย่อมรักตัวกลัวตายเป็นธรรมดา
ก็ถ้าอยู่ๆ
มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลชั้นนำ มาบอกคุณว่า
จากผลตรวจเลือด คุณเป็นเบาหวานแล้ว
เพราะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
แถมยังเป็นโรคระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
ไขมันตัวดีหรือ HDL ต่ำ
ในขณะที่ไขมันตัวเลวหรือ LDL ดันขึ้นไปซะสูง
พร้อมไตรกลีเซอไรด์ ก็ยังสูงกว่ามาตรฐานด้วย
และสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย
อายุจะสั้นลง และจะต้องตายอย่างทนทุกข์ทรมานในเร็ววัน
แต่ก็ยังสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
แค่ต้องเริ่มกินยาเพื่อควบคุมอาการต่างๆ ที่ทางเราจะนำเสนอให้
โดยการผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี จากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อป้องกันเอาไว้ซะตั้งแต่วันนี้
เพื่อวันหน้าจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วยทรมาน
ลุง ป้า น้า อา พี่ น้องทั้งหลาย
ที่ไม่เคยศึกษาหรือว่ามีความรู้ทางด้านการแพทย์กันเลย
พอได้ยินแบบนี้ก็เริ่มกลัวสิ
ทั้งๆ ที่รู้สึกว่า ร่างกายก็ยังแข็งแรงกระชุ่มกระชวย เตะปี๊บก็ยังดังอยู่
แต่ทำไมถึงเป็นโรคอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะขนาดที่เค้าพูดมานี่
ได้ (วะ)
พอเห็นอาการวิตกกังวลของ ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง
แสดงออกมาทางสีหน้าเมื่อไร
ก็เริ่มยิ้มกริ่ม...วันนี้ (กรู) ได้เหยื่อแล้ว (โว้ย)
เพราะจะได้หลอกขายยาเคมีต่างๆ ให้กับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้
แต่สามารถหลอกให้กินไปได้จนตลอดชีวิต
คิดเป็นค่ายาตั้งแต่วันที่ถูกหลอกให้กิน ไปจนถึงวันสิ้นอายุขัย
รวมแล้วต่อคนก็หลายแสนบาท แถมบางคนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
เกิดมาพร้อมด้วยสติปัญญาที่น้อยกว่าชาวบ้านชาวช่อง
แถมยัง "ดื้อ" อีกต่างหาก
ก็เลยไปให้เค้าหลอกเอา ตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว
พวกนี้ อาจโดนเป็นหลักล้านบาท...และที่สำคัญ
"ใครห้าม ก็ไม่เชื่อ"
ก็ถ้ารู้ตัวว่าร่างกายเรายังแข็งแรง ใช้ชีวิตเป็นปกติได้ทุกๆ วันอยู่แล้ว
ก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็น ที่จะต้องกินยาใดๆ ล่วงหน้าเลย
ยา...มีไว้รักษาโรค ไม่ได้มีเพื่อเอาไว้ป้องกันโรคที่ยังไม่ได้เกิด
แต่นี่ดันมาถูกเค้าหลอกให้กินซะ นอกจากจะเสียเงินฟรีๆ
เสียความสุนทรีในชีวิตแล้ว สิ่งที่จะได้จริงๆ ก็มีแต่อายุที่จะสั้นลง
เพราะยาที่เกิดจากสารเคมีสังเคราะห์เหล่านั้น
มีผลทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ และ ไต เป็นอย่างยิ่ง
ทำให้อวัยวะหลักที่คอยกำจัดของเสียให้กับร่างกายทั้งสองอย่างนี้
ถูกทำลายให้เสื่อมสภาพลงไปโดยเร็วกว่ากำหนด
เมื่อตับและไตเสื่อมแล้ว ก็ไม่มีใคมาดูแลรับผิดชอบ
ในเรื่องของการขับล้างสารพิษ ที่จะต้องเกิดขึ้นใหม่ทุกๆ วัน
ทำให้เกิดมีสารพิษตกค้าง สะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
คอยกัดกร่อนและทำร้ายร่างกายของเราต่อไปเรื่อยๆ
สรุปก็คือ เราถูกเค้าหลอกให้ซื้อยาพิษมากิน เพื่อฆ่าตัวเอง
ทีละน้อยแท้ๆ
ลง ป้า น้า อา พี่ น้อง ถ้าหากในวันนั้น ไม่ได้ไปหลงเชื่อ
จะกลายเป็นเหยื่อของการตรวจเลือด
ที่แฝงไปด้วยการหลอกขายยาแล้ว
วันนี้ก็คงจะมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยความเป็นปกติสุข
ไม่ต้องมาวิตกกังวลวันละหลายๆ เวลา ว่าจะถึงเวลากินยาหรือยัง
ไม่ต้อยคอยอดๆ อยากๆ หักห้ามใจ เวลาเจออาหารที่โปรดปราน
เพราะรับประทานไม่ได้ ก็ถ้ากินยานี้ แล้วชีวิตต้องมีแต่ข้อห้าม
ชีวิตแบบที่ว่ามานี้ มันดีตรงไหน
สู้ไม่ต้องรู้เรื่องว่าตัวเองเป็นอะไร
ก็ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขอย่างที่เคยเป็น
อยากจะกินอะไรก็กิน อยากจะนอนเมื่อไรก็นอน
อยากจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องคอยพกยาเป็นถุงๆ
แถมยังต้องคอยเป็นห่วงเรื่องเวลากินยาอีก
รอให้ร่างกายเราป่วยจริงๆ แล้วแสดงอาการให้เห็นว่า "ไม่ปกติ"
จะดีกว่าไหม และเมื่อเวลานั้นมาถึง ค่อยไปรักษา
ก็ยังไม่สาย เพราะถ้าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยจริงๆ
ร่างกายที่สุดแสนจะวิเศษของเรา จะต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
ถึงอาการที่ไม่ปกติต่างๆ รับรองว่า
ยังไงๆ ก็เข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที อย่างแน่นอนที่สุด
วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558
เกณฑ์มาตรฐานของ "เบาหวาน" อยู่ที่ไหน
เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่า
ว่าทำไมเกณฑ์การตัดสินว่าใครจะเป็นเบาหวานนั้น
ถึงมีหลักเกณฑ์อยู่แค่เพียงแบบเดียว ค่าเดียว
แล้วนำไปใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ
ลองคิดดู ผู้หญิงอายุ 55 ปี น้ำหนัก 48 กิโลกรัม
สูง 155 เซนติเมตร ทำงานเป็นผู้จัดการธนาคาร นั่งโต๊ะทุกวัน
การเดินขึ้นบันไดธนาคารไปทำงานแค่วันละ 1 ครั้ง
ก็ถือว่าเป็นการใช้แรงงาน ที่มากที่สุดของวันแล้ว
(อนึ่ง!!! ตอนเดินลงบันได ไม่ต้องคิดเนอะ เพราะไม่ได้ใช้แรง)
เทียบกับหนุ่มจับกับ อายุ 25 ปี น้ำหนัก 78 กิโลกรัม
สูง 175 เซนติเมตร ทำงานแบกกระสอบข้าวสารหนัก 50 กิโลกรัม
แบกจากโกดังไปส่งที่รถบรรทุก ระยะทาง 40 เมตร
วันละ 300 เที่ยว
ดูจากลักษณะของพฤติกรรมการใช้แรงงาน
หนุ่มจับกับย่อมต้องการปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด
เพื่อเตรียมไว้สำหรับไปเปลี่ยนแปลงให้เป็นพลังงาน
มากกว่าผู้จัดการธนาคารสาว (เหลือ) น้อย
ที่กำลังย่างก้าวเข้าสู่วัยชรา อย่างเทียบกันไม่ติด
ถ้าเราใช้เกณฑ์วัดน้ำตาลที่ 100 เท่ากัน มันจะยุติธรรมเหรอ
หากวัดน้ำตาลในเลือดของคุณป้าผู้จัดการธนาคารได้ 105
ก็สมควรแล้ว ที่จะต้องให้ปรับลดระดับน้ำตาลในเลือดลงมา
เพราะไม่เห็นประโยชน์ว่า คุณป้าจะต้องเก็บน้ำตาลเอาไว้ใน
กระแสเลือดในปริมาณมากมายขนาดนั้นไปทำไป
เพราะไม่ได้มีการใช้แรงงานที่ต้องเตรียมน้ำตาลในเลือดเอาไว้มากๆ
เพื่อรอให้ร่างกายนำไปเผาผลาญเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน
แต่อย่างใด
แต่ถ้าหากนำตัวหนุ่มจับกัง มาตรวจวัดน้ำตาลในเลือด
แล้วดันได้ 105 เท่าๆ กันกับคุณป้าผู้จัดการธนาคาร
ไม่ต้องใช้ไสยศาสตร์ใดๆ ก็คงพอจะเดาได้ว่า...เจ้าหนุ่มจับกัง
คงจะเป็นลม ล้มฟุบลงไปขระที่กำลังแบกข้าว
กระสอบที่สิบกว่าๆ เท่านั้นเอง เนื่องจากพลังงานหมด
แล้วดึงเอาพลังงานสะสมในรูปแบบของไกลโคนเจนจากตับ
ออกมาใช้ไม่ทัน
เนื่องจากยังไม่ผ่าน 30 นาที
เพราะว่ามีปริมาณน้ำตาลพร้อมใช้อยู่ในกระแสเลือดน้อยเกินไป
นั่นเอง
ถ้าหากเทียบกับ อายุ รูปร่าง
และลักษณะของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
รวมไปถึงลักษณะของงานที่ทำอยู่เป็นประจำ
เห็นมั๊ย ว่าการตั้งเกณฑ์มาตรฐานในการตัดสินว่า
ใครจะเป็นเบาหวานในบ้านในเมืองเราบ้างเนี่ย
รู้สึก...มันดู ทะแม่ง ทะแม่ง ชอบกล อยู่นา
น่าจะมีการระดมสมอง เพื่อตั้งเกณฑ์ใหม่ในการวินิจฉัยคน
ว่าใครสมควรจะถูกตราหน้า...กาหัว ว่าเป็นเบาหวานหรือไม่
โดยมีการแยกประเภท และอ้างอิงตามอายุ รูปร่าง เพศ อาชีพ
ตลอดจนตัวแปรสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ก็น่าจะเป็นการดูแลเรื่องโรคเบาหวานในประเทศไทย
ได้ตรงจุด ตรงประเด็นกว่าทุกวันนี้
วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558
คนเอเชียเป็นโรคเบาหวานกันมากมาย จริงหรือ
รู้กันบ้างหรือป่าว ว่าคนเอเชียเป็นโรคเบาหวานถึง 80%
ของคนที่เป็นเบาหวานในโลกนี้ทั้งหมด
ส่วนหนึ่งนั้น ทางอเมริกาเค้าก็ให้เหตุผลว่า
คนเอเชียน่ะ บริโภคอาหารที่เป็นแป้งเยอะ
ไม่ค่อยจะรับประทานอาหารกลุ่มที่เป็นโปรตีนเท่าไร ก็เลยทำให้
เลือดของคนเอเชียได้รับน้ำตาลจากอาหารในปริมาณสูง
เนื่องจากนิยมบริโภคกันแต่อาหารจำพวกแป้งนั่นเอง
แต่เหตุผลก็คือ...ชาวเอเชียเรา ถูกเค้าหลอก
โดยให้ใช้เกณฑ์วัดระดับน้ำตาล ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง
เพราะยุโรปเค้าใช้เกณฑ์ตัดสินว่า
ต้องมีน้ำตาลในเลือดเกิน 140 มิลลิกรัม ต่อเลือด 1 เดซิลิตร
ถึงจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
ส่วนอเมริกา (ในวันนี้)
เค้าใช้เกณฑ์ตัดสินน้ำตาลในเลือดที่ 126
แต่พี่ไทย และประเทศด้อยพัฒนาแถบนี้ทั้งหมด ดันไปใช้เกณฑ์
มีน้ำตาลในเลือดเกิน 100 มิลลิกรัม ต่อเลือด 1 เดซิลิตร
ก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานกันแล้ว
บริษัทผลิตยากลุ่มควบคุมเบาหวานของทางอเมริกา และยุโรป
เค้าก็เลยหันมาผลิตยากลุ่มนี้ เน้นขายให้กับคนเอเชีย
จนได้กำไรงามๆ ในแบบทุกวันนี้
สมน้ำหน้า ก็อยากจะเป็นโรคเบาหวานกันนักไม่ใช่เหรอ ถ้างั้น...
จงหลับหูหลับตาอุดหนุนยาเบาหวานกันไปจนตลอดชีวิตเถอะ
ถ้าลองใช้เกณฑ์การตัดสินคนว่าเป็นเบาหวาน
โดยใช้ค่ามาตรฐานเดียวกันทั่วโลกจริงๆ
คนเอเชียอย่างเรา ก็คงไม่ได้เป็นเบาหวาน
จนมีจำนวนของผู้ป่วยทั้งหมดนำโด่งยุโรปบวกกับอเมริกาถึง 400%
เหมือนอย่างทุกวันนี้กันหรอก
มาตรฐาน "เบาหวาน" แบบไทยๆ
ส่วนเกณฑ์มาตรฐานของการวัดค่าน้ำตาลในเลือด
เพื่อจะตราหน้าผู้ป่วยว่าเป็นเบาหวานหรือไม่
สำหรับโรงพยาบาลภาครัฐฯ ของไทยในยุคแรกๆ
ที่เริ่มมีการตรวจหาเบาหวานอย่างเป็นทางการ
ก็ถูกตั้งเอาไว้แล้วที่ 130
จึงส่งผลให้ประชาชนชาวไทย ที่พลอยจะติดร่างแหอยู่ในข่าย
เป็นโรคเบาหวาน มีจำนวนมากกว่าที่ควรจะเป็น
เพราะใช้เกณฑ์การประเมินที่ ต่ำกว่า ประเทศอื่นๆ เค้า
เรียกว่าถ้ามีการเจาะเลือดเพื่อเอาไปตรวจหาค่าของระดับน้ำตาล
กันเมื่อไหร่ เหล่าคนไทยก็ เฮละโล! เป็นเบาหวานกันมากมายเมื่อนั้น
ย้อยอดีตกลับไป ตอนที่ทั่วโลกเค้าใช้เกณฑ์วัดน้ำตาลที่ 140
เราก็ไม่เคยใช้ 140 กะเค้า แต่ดันทะลึ่งไปตั้งเอาไว้ที่ 130
แหม!!! ตั้งเอาไว้ซะต่ำเชียว
กลัวคนจะเป็นเบาหวานกันน้อยล่ะซิ
เดี๋ยวจะอดขายยาเบาหวาน ทำยอดไม่ได้ อดโบนัสปลายปี...ชิมิ
เดี๋ยวนี้ พอทางสมาคมเบาหวานของอเมริกา เค้าลดค่าลงมาที่ 126
พี่ไทยเรารีบชิงตัดหน้า โดยเกณฑ์ลดลงมาเหลือ 120 ซะงั้น
โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ มาประกอบการตัดสินใจทั้งสิ้น
เดี๋ยวนี้ ทางโรงพยาบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล หรือเอกชน
ต่างก็กลัวว่าจะขายยากลุ่มลดน้ำตาล
หรือกลุ่มยาเบาหวานไม่ได้มากพอ
เพราะยากลุ่มนี้ สามารถทำกำไรได้ดีเหลือเกิน
ขอเพียงแค่คุณได้เริ่ม คุณก็ต้องกินต่อไปจนตลอดชีวิต
หรืออาจเป็นเพราะพวกเรา ถูกหลอกกันมาโดยตลอด
ตั้งแต่ไหนแต่ไร ว่า "โรคเบาหวานเป็นแล้วไม่มีทางหาย จะต้องกิน
ยาคุมอาการไป จนกว่าจะตายเพราะไตพังโน่นแหล่ะ"
ต่างที่ ต่างคน ก็เลยถือโอกาสทำเนียนๆ ลดเกณฑ์ค่าน้ำตาลในเลือด
ลงมาเหลือ 115 บ้าง 112 บ้าง และยังลดลงไปอีก จนเหลือ 110
และ 105 ตามลำดับ
ถึงปัจจุบันนี้ หากใครมีค่าของน้ำตาลในเลือดวัดแล้วได้เกิน 100
ก็ถูก ตราหน้า ว่าเป็นเบาหวานหมดทุกคน
แล้วถ้าเค้า "ตีตรา กาหัว" ว่า "คุณเป็นเบาหวาน"
นั่นก็ย่อมหมายความว่า คุณต้องเสียเงินเพื่อซื้อยาคุมน้ำตาล
(แถมทำลาย "ไต") และกินยาเหล่านั้นไปตลอดชีวิต
แถมยังต้องเพิ่มปริมาณยาให้มากขึ้นๆ
(เพราะอะไร เดี๋ยวจะบอกนะครับ)
โดยไม่มีทางเลือกอื่นที่พอจะช่วยได้
เพราะว่าถูกบริษัท หรือประเทศผู้ผลิตยา
ปิดกั้นความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในทุกวิถีทาง เรียกว่า
"เริ่มหลอก และใส่ความรู้ที่ผิดๆ มาให้ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา"
ทำให้แนวคิด ถูกบีบให้คิดในกรอบแบบนั้นเรื่อยมา
จนไม่มีทางคิดแตกแถวออกไปเป็นอย่างอื่น
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558
เมื่อเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ได้มาตรฐาน
แต่ปัจจุบัน สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา
The American Diabetes Association , ADA
ได้มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวานใหม่
เพราะถ้ายังคงใช้เกณฑ์น้ำตาลในเลือดมากกว่า 140 มิลลิกรัม
เหมือนเดิม สงสัยจะ...
ขายยาควบคุมน้ำตาลสำหรับโรคเบาหวานได้ลำบาก!!!
ทั้งๆ ที่การผลิตยากลุ่มนี้มีต้นทุนต่ำ
แต่สามารถเรียกราคาได้สูงมากมาย เพราะเป็นการชี้เป็นชี้ตาย
กับชีวิตคน รวมไปถึงยากลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาาน
จะพลอยฟ้าพลอยฝน ขายไม่ได้ไปกะเค้าด้วย
เดี๋ยวมาเฟียวงการยาแห่งประเทศมหาอำนาจ
จะขาดรายได้มหาศาล จนไม่มีเงินส่งไปช่วยพรรคการเมืองหาเสียง
ก็เลยให้เหตุผลในการปรับเกณฑ์ลง แบบข้างๆคูๆ ฟังไม่ค่อยจะขึ้น
แล้วงุบงิบประกาศออกมาว่า มีบุคคลบางกลุ่ม
ที่แม้ระดับน้ำตาลจะยังไม่สูงมาก แต่ก็มีโรคแทรกซ้อนได้
เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน
จึงต้องจำใจปรับค่าการวินิจฉัยใหม่ให้ต่ำลง...ฟังมันพูดเข้า
แล้วมันก็ปรับลดเกณฑ์การวัดค่าของระดับน้ำตาลในเลือด
เพื่อการตัดสินว่า...ใครเป็นเบาหวานกันบ้าง
โดยการตั้งให้ระดับของเกณฑ์ที่ใช้ มีค่าต่ำลงไปเรื่อยๆ
เดี๋ยวนี้ องค์การเบาหวานของอเมริกา เค้าบอกว่า
ถ้ามีปริมาณน้ำตาลในเลือดก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้า
ตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
ให้ถือว่า คุณเป็นเบาหวาน!!!
เห็นหรือเปล่าว่า จู่ๆ ก็ลดลงจากเกณฑ์ที่ใช้อยู่เดิมคือ 140
ลดลงไปอีกตั้ง 10%
บางท่านมีความสงสัยว่า ลดลงแค่ 10% เอง
ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตที่จะมานั่งตีโพยตีพายอะไรกันนี่
ค่า 10% ของเกณฑ์ที่ลดลงมา อาจดูเป็นเรื่องเล็ก
แต่จะมีใครทราบกันหรือเปล่าว่า 10% ที่ลดลงมานี่แหล่ะ
มีผลทำให้คนอีก 1000% ต้องกินยาลดน้ำตาลในเลือด
สมมติว่า แต่เดิม ใช้เกณฑ์ที่ 140
จะต้องมีคนกินยาลดน้ำตาล 1 ล้านคน
แต่พอใช้เกณฑ์ใหม่ 126
จะต้องมีคนกินยาลดน้ำตาลถึง 10 ล้านคน
งง...กันอีกล่ะซิ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ลดเกณฑ์ลงไปแค่ 10%
ทำไมต้องมีคนกินยาเพิ่มอีกตั้ง 1000%
ก็เป็นเพราะว่า คนที่มีแนวโน้ม หรือมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน
ก็พวกที่มีระดับน้ำตาลในเลือด ระหว่าง 126 - 140 น่ะ
มีจำนวนประชากรอยู่ในปริมาณมหาศาลไงล่ะ
เพราะนี่คือระดับที่เหมาะสมของน้ำตาลในกระแสเลือด
ที่ชาวโลกสมัยนี้ ที่ดำรงชีพอยู่ในยุคสมัยของอุตสาหกรรมอาหาร
สมัยใหม่...เค้าจะพึงมีกัน
แถมยังไปผนวกเข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ด้วย
ที่นับวันก็มีแต่จะห่างไกลจากธรรมชาติออกไปทุกที
จะหลับหู หลับตา เลือกเอาใครๆ ที่ดูแล้วสุขภาพไม่ค่อยจะดี
หรือคนที่มีรูปร่างไม่ฟิตและไม่เฟิร์ม เพราะชอบทานแต่อาหารขยะ
และวันๆ ก็ชอบเอาแต่นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ
แถมยังขาดการออกกำลังกาย
มาลองเจาะเลือดตรวจวัดน้ำตาลกันดู
ก็จะได้ค่านำ้ตาลในเลือดอยู่ระดับที่ว่ามานี้กันแทบทุกคน
รวมไปถึงพวกเจ้าของบริษัทผู้ผลิตยาควบคุมน้ำตาลด้วยแหละ
จึงมีคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบตามมาว่า
"คนพวกนี้ เค้าเคยได้กินยาควบคุมน้ำตาล
ที่ผลิตเองบ้างหรือเปล่า"
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558
"คุณเป็นโรคเบาหวาน"
สำหรับเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่าใครจะเป็นเบาหวานนั้น
แท้จริงแล้ว...อยู่ที่ตรงไหน?
เราถึงจะไปตราหน้าใครๆ ได้ว่า คุณเป็นเบาหวาน!!!
เพราะเกณฑ์การวัดเบาหวานนี้ สามารถวัดกันได้หลายเกณฑ์
แล้วแต่ว่าใครจะถนัดใช้เกณฑ์อะไร
โดยส่วนใหญ่ จะขึ้นอยู่กับ...
คุณธรรม ภูมิปัญญา ความฉลาด รวมไปถึงความโลภมาก
และความเห็นแก่ได้ของผู้ที่ตั้งเกณฑ์ขึ้นมา
ตลอดไปจนถึงตัวผู้ที่พิจารณา
และนำเอาเกณฑ์เหล่านี้ไปใช้ในการตัดสิน หรือกาหัวใครๆ
ให้กลายเป็นโรคเบาหวานด้วย
อ้าว!!! ก็แล้วโรคเบาหวาน มันไปเกี่ยวข้องอะไร
กับภูมิปัญญาและความโลภของมนุษย์ล่ะ
แต่แรกเริ่มเดิมที...เมื่อประมาณสัก 50 ปีที่แล้ว
ทั่วโลกเค้าใช้วิธีตัดสินการเป็นเบาหวานของผู้ป่วยคนใดคนหนึ่ง
ว่าเป็นหรือไม่เป็นโดย...
การวัดระดับปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดเป็นเกณฑ์
ถ้าวัดระดับน้ำตาลในเลือดก่อนทานอาหารเช้า
หมายความว่า หลังจากเที่ยงคืนไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่า
แล้วพบว่ามีระดับน้ำตาลอยู่ในเลือดเกินกว่า 140 มิลลิกรัม
ต่อเลือด 1 เดซิลิตร (1 เดซิลิตร เท่ากับ 1 ลิตร) จากการวัดสองครั้ง
หรือ ตรวจพบน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 มิลลิกรัม ต่อ เดซิลิตร
ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม จะทานข้าวแล้ว หรือยังไม่ได้ทานข้าวก็ตามแต่
เพียงแค่ครั้งเดียว
ร่วมกับมีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง หิวน้ำ
กินจุ น้ำหนักลด ก็สามารถฟันธงว่า...คุณเป็นเบาหวานได้เลย
เทคนิค "การควบคุมน้ำตาลและคุมน้ำหนัก"
ในระหว่างที่มีการใช้พลังงานแบบหนักหน่วง หรือยาวนาน
เช่นการออกกำลังกายแบบหนักๆ ที่เกินสามสิบนาทีขึ้นไป
จนทำให้น้ำตาลในเลือดที่ร่างกายเตรียมไว้สำหรับการใช้ชีวิตปกติ
ถูกเผาผลาญ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานจนหมดไม่มีเหลืออยู่
ในกระแสเลือดแล้ว
คราวนี้ แหล่งของพลังงานที่ร่างกายจะนำออกมาใช้ได้นั้น
ก็คือ ไกลโคเจน ที่เก็บสำรองเอาไว้นั่นเอง
ไม่ใช่น้ำตาลในเลือดนั้นได้ถูกนำมาใช้เปลี่ยนเป็นพลังงานจนหมดไป
ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกที่ออกกำลังกายแบบหักโหมแล้ว
แต่ถึงจะมีไกลโคเจน เป็นแหล่งพลังงานสำรองให้ตลอดเวลา
น้ำตาลในเลือด ก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับร่างกาย
เพราะว่าเป็นเชื้อเพลงให้กับระบบประสาททั้งหลายทั้งปวง
ถ้าระดับน้ำตาลต่ำ ก็จะส่งผลเสียหายโดยตรงไปยังร่างกาย
ทำให้ระบบประสาทและสมอง เสื่อมประสิทธิภาพลง
เกิดภาวะจิตใจและร่างกายเฉื่อยชา บางครั้งถึงขนาด "หดหู่"
ทำให้แรงจูงใจที่จะใช้พลังงาน หรือออกกำลังกายลดต่ำลงไปด้วย
โดยไม่เกี่ยวกับว่า จะมีไกลโคเจนสะสมในร่างกายมากเท่าใด
ตรงนี้เอง เป็นจุดที่เข้าใจผิดกันมาก
โดยเฉพาะกับคนที่มีไขมันสะสมแบบเยอะๆ
แล้วอยากจะไปเอาออก ด้วยวิธีการออกกำลังกาย
ชอบคิดว่าการงดน้ำตาลหรือแป้ง ก่อนไปออกกำลังกายแบบหนักๆ
จะเป็นการบังคับให้ร่างกายไปเอาไกลโคเจน (ไขมัน) ที่สะสมไว้
ใต้ผิวหนัง มาแปลงเป็นพลังงานเพื่อใช้ในการออกกำลังกาย
ให้ได้มากที่สุด
แต่ความจริง เป็นความคิดที่ผิดถนัด
ไกลโคเจนหรือน้ำตาลในตับ กับน้ำตาลในเลือด มันคนละตัวกัน
ดังนั้น เมื่อร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลจากภายนอกเพิ่มเติม
ก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง
เพราะถูกนำมาใช้เป็นพลังงานก่อน
และเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงมากๆ
เราก็จะไม่มีแรงออกกำลังกายได้นานจนครบ 30 นาที
แล้วเมื่อออกแรงต่อเนื่องไม่ครบ 30 นาที
ร่างกายก็จะไม่ยอมไปเรียกใช้ "ไกลโคเจน" รวมถึงไขมัน
ที่สะสมไว้ มาเผาผลาญเป็นพลังงานอย่างที่ต้องการ
โดยไม่เกี่ยวกับว่า จะมีไกลโคเจนหรือไขมันสะสมในร่างกาย
มากขนาดไหน เพราะไขมันสะสมเหล่านั้น
จะยังไม่ได้ถูกนำมาใช้แปลงเป็นพลังงาน
แต่ถ้าหากมีน้ำตาลในเลือดสูงระดับที่พอเหมาะแล้ว
คุณก็จะมีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่
และคราวนี้...พอผ่านช่วง 30 นาทีทอง ถึงจะมีการดึงเอาไกลโคเจน
ออกมาจากที่เก็บสะสม เพื่อแปลงเป็นพลังงาน
ซึ่งจะทำให้ลดการสะสมของไขมันลงไปได้นั่นเอง
ไกลโคเจนที่ถูกเก็บเอาไว้นั้น
ร่างกายจะไปขุดออกมาใช้หรือเปล่า
ก็ขึ้นอยู่ที่การเชื่อมโยงกับน้ำตาลในกระแสเลือดอีกที
คือถ้ายังมีน้ำตาลในเลือดอยู่ ไกลโคเจนก็จะยังไม่ถูกดึงมาใช้
สรุปง่ายๆ ถ้าหากจะออกกำลังกาย โดยมีจุดมุ่งหมาย
เพื่อให้ร่างการเผาผลาญไขมันที่ถูกสะสมเป็นชั้นๆ ละก็
คุณต้องออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย...เกินสามสิบนาที
โดยสามสิบนาทีแรก
ร่างกายจะดึงเอาน้ำตาลที่มีอยู่ในเลือดไปใช้ก่อน
และพอน้ำตาลในเลือดถูกนำไปใช้จนหมดแล้ว
คราวนี้ร่างกายก็จะเริ่มดึงเอา ไกลโคเจน หรือ ไขมันสะสม
มาเปลี่ยนเป็นพลังงานอีกที คราวนี้ยิ่งออกกำลังกายมากเท่าไร
หลังจาก 30 นาทีแรก
ก็จะยิ่งเผาผลาญไขมันสะสมออกไปให้ได้มากเท่านั้น
แต่ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ
มีไม่พอให้ใช้เพื่อออกกำลังกายได้นานถึง 30 นาที
คุณก็จะหมดแรงข้าวต้ม หรือเป็นลมไปแล้งไปซะก่อน
ที่ร่างกายของคุณจะไปขุดเอาไขมันที่สะสมไว้ออกมาเผาผลาญ
สรุปว่า...ออกกำลังฟรีๆ
วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558
"น้ำตาลในเลือด" ได้มาอย่างไร
ได้มาจากสองทาง
ทางแรก ก็คือได้จากอาการที่เรารับประทานเข้าไป
แล้วร่างกายย่อยออกมาจนได้เป็นน้ำตาล (กลูโคส) นั่นแหล่ะ
เรื่องนี้เราก็รู้กันอยู่แล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่
ส่วนอีกทาง คือ น้ำตาลในเลือดจะถูกผลิตขึ้นมาจากตับ
อยากจะบอกว่า มากกว่า 80% ของน้ำตาลที่ร่างกายสร้างขึ้น
ล้วนแล้วแต่ได้มาจากตับทั้งนั้นแหล่ะ
ยังจได้นะว่า "ตับคือโกดังเก็บน้ำตาลส่วนเกิน"
โดยตับจะสามารถสร้างน้ำตาลให้กับร่างกายได้สองวิธี คือ
วิธีแรก ตับจะสกัดน้ำตาลจากสารต่างๆ เช่น กรดอะมิโน
รวมทั้งของเหลวที่เป็นส่วนประกอบในกระบวนการสันดาป
โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "Glucono genesis"
หรือกระบวนการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสนั่นเอง
ส่วนวิธีที่สอง ได้มาจากการแตกตัวของไกลโคเจนที่เก็บไว้ในตับ
(ไกลโคเจนมีเก็บไว้สองที่ คือ ในกล้ามเนื้อ และในตับ)
คราวนี้ต้องใช้ฮอร์โมน "กลูคากอน"
และน้ำตาลในเลือดที่ได้มาจากทั้งสองแหล่งนี้เอง
จะช่วยรักษาความสมดุลของพลังงานที่ร่างกายต้องใช้
สำหรับการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ให้เป็นปกติได้
แต่หากช่วงไหนที่เรานึกครึ้มๆ
ไปออกกำลังกายอย่างหนักติดต่อกันหลายๆ วัน
คราวนี้ระบบควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ก็จะอนุญาตให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มระดับได้มากขึ้นเป็นครั้งคราวไป
ซึ่งถ้าหากมีการสะสมไกลโคเจนในตับได้มากพอแล้ว
ร่างกายเราก็สามารถออกกำลังกายหนักๆ ได้นานหลายชั่วโมง
โดยระดับน้ำตาลยังคงอยู่ในระดับสูง และพร้อมให้กล้ามเนื้อต่างๆ
ได้นำไปใช้งาตลอด
ทำให้ร่างกายไม่เกิดอาการหมดแรงกลางคัน เนื่องจากภาวะน้ำตาล
ต่ำ หรือที่ภาษานักกีฬา เค้าเรียกว่า "อ่อนซ้อม" นั่นเอง
แต่การสะสมไกลโคเจนในตับ ก็ยังมีขอบเขตอยู่นะ
ซึ่งเมื่อร่างกายมีการใช้งานหรือออกกำลังกายอย่างหนัก
แต่ดันไม่ยอมรับประทานอาหารให้เพียงพอ เพราะกลัวอ้วนซะงั้น
ระดับความสามารถของการสะสมไกลโคเจนในตับ
ก็จะลดต่ำลงมาก
โดยหมู่อาหารที่จะช่วยทำให้การรักษาระดับไกลโคเจนในตับ
อยู่ในระดับปกติได้ดีที่สุด ก็ได้แก่
อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงทั้งหลาย
ก็พวกแป้งและของหวานชนิดต่างๆ น่ะล่ะ
นอกจากนี้ การทานข้าวเช้าก็มีความสำคัญมาก
ในเรื่องของการเพิ่มระดับของการสะสมไกลโคเจนในตับ
เพราะมื้อเย็นถึงมื้อเช้าของอีกวันหนึ่ง จะห่างกันสิบกว่าชั่วโมง
ทำให้การสะสมไกลโคเจนของตับ ก็จะถูกเว้นช่วงไปด้วยเช่นกัน
วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558
"ข้อเสีย" เมื่อมีน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง
เพราะการที่มีภาวะน้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมาก
แถมเป็นเวลานาน ก็จะทำให้ระดับของอินซูลินในกระแสเลือด
เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และเมื่อมีการเพิ่มมากขึ้น แถมแช่อยู่ใน
เส้นเลือดนานขึ้น ก็จะส่งผลให้ผนังหลอดเลือด เกิดอาการแข็งตัว
ทำให้เส้นเลือดเปราะบาง แตกหักได้ง่าย
โดยเฉพาะเส้นเลือดฝอยที่มีขนาดเล็ก
จะมีโอกาสแตกหักหรือฉีกขาดได้ง่ายเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำตาลที่มีอยู่มากมายในกระแสเลือด
ก็จะไปทำการห่อหุ้มเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีขนาด
ใหญ่ขึ้น แถมมีน้ำหนักมากขึ้น
เพราะต้องรวมน้ำหนักของน้ำตาลที่เคลือบเข้าไปด้วย
และแน่นอน กว่าเม็ดเลือดแดงที่ถูกน้ำตาลเคลือบเหล่านี้
จะเคลื่อนตัวไปได้แต่ละที่
ก็ต้องอาศัยแรงสูบฉีดจากหัวใจที่มากขึ้นด้วย
แถมระยะทางในการไหลเวียน ก็ยังลดน้อยถอยลงไปกว่าเดิมอีก
ดังนั้น หัวใจจึงต้องทำการสูบฉีดให้แรงขึ้น (ความดันโลหิตสูง)
เพราะต้องการปั๊มเม็ดเลือดแดง ที่ตอนนี้มีขนาดใหญ่
แถมยังมีน้ำหนักมาก เข้าไปให้ถึงอวัยวะต่างๆ ได้เหมือนเดิม
และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น
เม็ดเลือดแดงที่ตอนนี้ถูกน้ำตาลห่อหุ้มเอาไว้แล้ว
ก็ไม่สามารถจะทำตัวลีบๆ เพื่อแทรกตัวเอง เข้าไปสู่เส้นเลือดฝอย
ที่มีความเล็กและละเอียดได้ ซึ่งแต่เดิมเคยทำได้อย่างสบายๆ
เพราะตอนนี้ยังไม่มีน้ำตาลมาเกาะ
แต่พอโดนน้ำตาลเกาะไปแล้ว
ก็ทำให้สูญเสียสภาพการยืดหยุ่นตัวเอง
ทำให้การลำเลียงออกซิเจน ตลอดจนสารอาหาร
ที่จะไปสู่อวัยวะเป้าหมายปลายทางนั้น ทำได้ลำบากขึ้น
จึงเป็นสาเหตุให้อวัยวะเหล่านั้น ค่อยๆ เสื่อมลง และทยอยล้มตาย
ไปในที่สุด
วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558
"ระดับน้ำตาลในเลือด" สำคัญอย่างไร
และทุกสิ่งทุกอย่างที่อินซูลินได้กระทำลงไปนี้
ก็เพื่อรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดเวลา
เพราะหากมีเหตุผิดปกติอันใดเกิดขึ้น อันจะส่งผล
ให้น้ำตาลในเลือด ไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วละก็
จะมีผลกระทบต่อร่างกายดังนี้
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
เป็นผลมาจากการหลั่งของอินซูลินมากเกินไป
หรือมีการรับประทานอาหารน้อยเกินไป รับประทานผิดเวลา
หรือเว้นช่วงระหว่างมื้ออาหารนานเกินไป
หรือกินยาลดน้ำตาลเกินไป
ก็จะมีอาการปวดหัว เหงื่อออก ใจสั่น กระสับกระส่าย อ่อนเพลีย
ชาในปากหรือริมฝีปาก เดินเซ หงุดหงิด มองภาพไม่ชัด
บางทีก็อาจ "ช็อก" จนหัวใจหยุดเต้นไปเฉยๆ ก็ได้
ภาวะนี้อันตรายสุดๆ
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
เป็นผลมาจากการมีอินซูลินน้อยเกินไป พบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือด
ที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงในอาหาร
ไปใช้ให้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ หรือทันท่วงที
เพราะขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือไม่ค่อยตอบสนอง(ดื้อ)ต่ออินซูลิน
จึงเป็นสาเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ทำให้อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หิว ปวดหัว
วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2558
"อินซูลิน" คืออะไร สำคัญไฉน
"อินซูลิน"
คือฮอร์โมนชนิดนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเบตาเซลล์
ซึ่งอยู่ในบริเวณส่วนกลางของ "ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์"
ในตับอ่อน
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว เหล่าอินซูลินก็จะถูก "คัดหลั่ง" ออกไปสู่เส้นเลือด
แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ พาน้ำตาลจากในกระแสเลือดเข้าสู่
เซลล์ เพื่อแปลงเป็นพลังงานให้เซลล์ได้ใช้
ส่วนที่ว่าเซลล์จะเอาไปใช้ทำอะไรนั้น
ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเซลล์เค้าไป
เรากลับมาดูเรื่องเบาหวานกันเถอะ
หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนอินซูลินนี้ก็คือ
"การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ" นั่นเอง
โดยทุกครั้งที่มีการหลั่งของอินซูลินออกมา
มักจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง จนต่ำกว่าระดับปกติ
เนื่องจากอินซูลินชอบทำหน้าที่แบบเอาจริงเอาจัง
ซึ่งบ่อยครั้งหรือแทบทุกครั้งก็มักจะทำเกินหน้าที่ของตัวเอง
เมื่อร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่
(ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นสาเหตุเรื่องทานเยอะเกินไป น่ะล่ะ)
เพราะเมื่อร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้ง
จนได้เป็นน้ำตาลกลูโคสแล้ว
และน้ำตาลเหล่านั้นก็ได้ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดพร้อมๆ กัน
ในปริมาณที่มากจนเกินความต้องการของร่างกาย
เมื่อนั่น...อินซูลินก็จะถูกเรียกใช้งาน
โดยให้ตับอ่อนผลิตและหลั่งออกมามากๆ
และไม่เคยสนใจว่า ตับอ่อนจะเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน
เพื่อทำหน้าที่...นำน้ำตาลในเลือดเหล่านั้นไปยังเนื้อเยื่อ
และเซลล์ทั่วร่างกาย ที่ต้องการพลังงาน
พร้อมทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ทั่วร่างกาย ให้มีการใช้น้ำตาลมากขึ้น
และถ้าหากพบว่ายังคงมีน้ำตาลหลงเหลืออยู่ในเลือดเกินระดับ
ปกติอีก แต่มากเกินกว่าขีดความสามารถที่เซลล์ต่างๆ จะนำไป
ใช้งานได้อีกแล้ว
อินซูลินก็ยังสามารถไปออดอ้อนเซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อ
ให้แปลงตัวเองเป็นโกดังเก็บน้ำตาลส่วนเกินที่ยังไม่ได้ใช้
โดยแปลงน้ำตาลเหล่านั้น เข้าไปเก็บในรูปของ "ไกลโคเจน"
เพื่อสะสมเอาไว้ใช้เป็นแหล่งพลังงานต่อไปในภายหน้าได้
เรียกว่าถ้าอินซูลิน ต้องออกโรงมาทำงานสักที
ก็แทบจะไม่มีที่ให้น้ำตาลอยู่
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558
ทำไมถึงต้องมี "น้ำตาล" อยู่ในเลือด
ก็เพราะว่าน้ำตาล คือแหล่งพลังงานหลัก
ที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เซลล์ต่างๆ ต้องการน้ำตาล
เพื่อใช้แปลงเป็นพลังงานขับเคลื่อนในการดำรงชีพ
ดังนั้นในเลือดของคนปกติ จึงต้องมีน้ำตาลพร้อมใช้
ให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะตลอดเวลา
ก็เหมือนกับรถยนต์...ที่ต้องมีน้ำมันติดอยู่ในถังประมาณนั้น
ถ้าไม่มีก็สตาร์ทไม่ติด ไม่สามารถใช้ขับขี่ไปไหนต่อไหนได้
ร่างกายของเราก็เช่นกัน ต้องมีการเตรียมน้ำตาลไว้ในกระแสเลือด
เพราะเลือดจะต้องถูกส่งไปหล่อเลี้ยงเซลล์
ตลอดจนอวัยวะทั่วร่างกาย
เพื่อใช้น้ำตาลในเลือดเหล่านั้น แปลงเป็นพลังงาน
ที่จะต้องใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
พร้อมทั้งกันเอาไว้สำรอง
เผื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ มาทำให้ร่างกาย
อยากจะใช้พลังงานขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ไม่ว่าจะต่ำเกินไป
หรือสูงมากเกินไป ในเวลาอันสั้น
ระบบในร่างกายก็จะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
อาจจะถึงขั้นชักดิ้นชักงอ หรือหมดสติไปเลยก็ได้
ตามปกติแล้ว ร่างกายของเรามีความสามารถ
ในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้
โดยการดูดซึมน้ำตาล ที่ยอดได้จากอาหารที่เราทานเข้าไปพร้อมกัน
ทั้งหมด ส่วนที่จำเป็นจะต้องใช้ ก็ถูกนำไปใช้ตามอวัยวะต่างๆ
แล้วนำน้ำตาบส่วนเกิน ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในขณะนั้น
นำไปเก็บสำรองไว้ก่อน
โดยมี "ตับ" เป็นอวัยวะหลักสำหรับการรับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้
แต่เมื่อเกิดภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือด
จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
เช่น หลังจากการทานอาหารมื้อหนัก ว่ากันแบบ Full Course
แล้วตบท้ายด้วยของหวาน
แถมพ่วงด้วยน้ำอัดลมหรือชาเขียวครบเครื่อง
อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดภาวะน้ำตาลสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
เพราะร่างกายรับเอาน้ำตาลมากมายจากอาหารมื้อที่ว่า
เข้าสู่กระแสเลือดพร้อมกันในครั้งเดียว
หรือในขณะที่ร่างกายจำเป็นต้องเรียกใช้พลังงานทุกส่วน
มาใช้มากกว่าปกติอย่างฉับพลัน เช่น วิ่งหนีเจ้าหนี้ หนีภรรยา
หรือหนีตำรวจ
กรณีนี้ ก็จะก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำลงอย่างฉับพลัน
เพราะร่างกายได้กวาดต้อนเอาน้ำตาลในเลือดจำนวนมาก
มาเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อใช้ทันที ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
แต่เป็นช่วงสั้นๆ ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานเยอะมาก
เมื่อนั้น...การควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ก็จะถูกเปลี่ยนมือ
โดยให้ไปอยู่ใต้อาณัติของฮอร์โมนพิเศษหลายตัว
เช่น อินซูลิน กลูคากอน อะดรีนาลีน เป็นการชั่วคราว
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558
"โรคเบาหวาน" คืออะไร
"โรคเบาหวาน" ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎก ชื่อ "คิริมานนท์สูตร"
ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนคิริมานนท์เถระ ซึ่งอาพาธ (ป่วย) หนักอยู่
พระองค์ทรงตรัสว่า ร่างกายนี้ประกอบด้วยอาการ 32
หรืออวัยวะที่สามารถมองเห็นและจับต้องได้ ทั้ง 32 ชนิด
แล้วก็ทรงกล่าวถึงโรคต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคน
จนได้บรรยายมาถึง ปิตตํ (โรคดีพิการ)
และต่อเนื่องไปจนถึง "มธุเมโห" หรือ "โรคเบาหวาน" นั่นเอง
โรคเบาหวานถูกค้นพบมานานแล้ว
ตั้งแต่การแพทย์ยุคโบราณเฟื่องฟู
ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ กรีซ โรม และอินเดีย
ซึ่งในเบื้องต้น จะมีผลรายงานบันทึกเอาไว้ เป็นไปในทางเดียว
และสอดคล้องกันว่า
ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย แถมปัสสาวะมีรสหวาน
ตั้งแต่การแพทย์ยุคโบราณเฟื่องฟู
ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ กรีซ โรม และอินเดีย
ซึ่งในเบื้องต้น จะมีผลรายงานบันทึกเอาไว้ เป็นไปในทางเดียว
และสอดคล้องกันว่า
ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย แถมปัสสาวะมีรสหวาน
พอมาปี พ.ศ. 613 ชาวกรีกชื่อ Aretaeus ก็ได้ทำการบันทึก
เรื่องของโรคที่แสดงอาการหิวน้ำและปัสสาวะบ่อยนี้
เอาไว้อย่างน่ากลัวว่า
"เป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อแขนขา ละลายออกมาทางปัสสาวะ" เพราะคนที่เป็นโรคนี้
มักจะมีร่างกายที่ผ่ายผอม แขนขาลีบลงไปทุกวัน
เรื่องของโรคที่แสดงอาการหิวน้ำและปัสสาวะบ่อยนี้
เอาไว้อย่างน่ากลัวว่า
"เป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อแขนขา ละลายออกมาทางปัสสาวะ" เพราะคนที่เป็นโรคนี้
มักจะมีร่างกายที่ผ่ายผอม แขนขาลีบลงไปทุกวัน
แถมยังตั้งชื่อโรค "โรคเบาหวาน" เอาไว้เป็นคนแรก
ตามชื่อของอาการในภาษากรีกว่า "diabetes"
ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษคือ "to flow through"
ตามชื่อของอาการในภาษากรีกว่า "diabetes"
ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษคือ "to flow through"
ต่อมาในปี พ.ศ. 2218 Thomas Willis แพทย์ชาวอังกฤษ
ได้กล่าวถึงรสหวานในปัสสาวะในชื่อของ "mellitus"
ซึ่งเป็นภาษาลาตินหมายถึง "honey-like"
สรุปแล้ว ชื่อเต็มของโรคเบาหวานก็คือ "Diabetes mellitus"
ซึ่งเป็นภาษากรีกและลาตินรวมกัน แปลว่า
"น้ำปัสสาวะ" และ "น้ำผึ้ง"
ได้กล่าวถึงรสหวานในปัสสาวะในชื่อของ "mellitus"
ซึ่งเป็นภาษาลาตินหมายถึง "honey-like"
สรุปแล้ว ชื่อเต็มของโรคเบาหวานก็คือ "Diabetes mellitus"
ซึ่งเป็นภาษากรีกและลาตินรวมกัน แปลว่า
"น้ำปัสสาวะ" และ "น้ำผึ้ง"
"ข้อเสีย" ของการเป็นเบาหวาน
ข้อเสียของการเป็นเบาหวานมีมากมาย
ส่วน ข้อดี ของการเป็นเบาหวานนั้น ยังคิดไม่ออก
หรือถ้าใครเป็นเบาหวานแล้ว หากพบว่ามีข้อดีประการใด
กรุณานำมาถ่ายทอดให้ทราบด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง
เพื่อจะได้นำไปเผยแพร่ต่อในโอกาสหน้า
เดี๋ยวจะค่อยๆ อธิบายเท่าที่รู้ ถึงข้อเสียของการเป็นเบาหวาน
หรือการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากให้ฟังก่อน
ว่าสามารถส่งผลเสียอะไรให้กับร่างกายของเราได้บ้าง
อาจจะมีบางคนเคยสงสัยว่า เอ๊ะ! พอเป็นเบาหวานแล้ว
ทำไมสายตาถึงชอบพร่ามัว
บางคนก็เป็นเบาหวานขึ้นตา ทำให้ตาบอด
บางคนเป็นเบาหวานแล้วเกิดปลายมือ ปลายเท้าชา
หรือเป็นแผลแล้วไม่ค่อยหาย
"เบาหวาน"
เกิดจากการมีน้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือดเกินระดับความพอดี
จึงทำให้น้ำตาลส่วนเกินเหล่านั้น ไปเคลือบเม็ดเลือดแดง
ซึ่งปกติจะต้องทำหน้าที่นำส่งออกซิเจนและสารอาหาร
ไปยังเซลล์ทุกเซลล์ อวัยวะทุกอวัยวะ ในทุกส่วนของร่างกาย
โดยเฉพาะปลายมือ ปลายเท้า และดวงตา ซึ่งอวัยวะเหล่านี้
ต้องใช้เส้นเลือดฝอยขนาดเล็กมาก ถึงเล็กมากที่สุด จึงจะสามารถ
ส่งไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ของอวัยวะเหล่านั้นให้ทั่วถึงได้
เมื่อเม็ดเลือดแดงถูกน้ำตาลที่มีอยู่มากในกระแสเลือดมาห่อหุ้ม
เอาไว้ ก็เลยไม่มีพื้นที่เหลือพอ สำหรับลำเลียงออกซิเจน
กับสารอาหารให้เข้าไปสู่่เซลล์ต่างๆ ที่อวัยวะปลายทางได้
แหม!! อย่าว่าแต่จะลำเลียงออกซิเจนหรือสารอาหารเข้าไปเลย
แม้แต่ตัวเม็ดเลือดแดงเองก็เถอะ พอโดนน้ำตาลเกาะไปแล้ว
ก็ไม่สามารถชำแรกแทรกตัวเองเข้าไปในเส้นเลือดเล็กๆ เหล่านี้
ได้เหมือนกัน ก็เลยทำให้อวัยะปลายทาง
เช่น ปลายมือ ปลายเท้า นัยน์ตา ขาดเลือดไปเลี้ยง
เมื่อขาดเลือดไปเลี้ยง ก็หมายถึง
ขาดสารอาหารและออกซิเจนไปด้วย
เซลล์ของกล้ามเนื้อปลายทางจึงเริ่มทยอยล้มตายลงไปเรื่อยๆ
เพราะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง
เมื่อไม่มีเลือด ก็ไม่มีอาหารใหม่ไม่มีออกซิเจน...มือ เท้า ก็จะเริ่มชา
ถ้าอาการสาหัสเพราะเป็นเวลานานๆ หน่อย
มือ เท้า ก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีดำ
ยิ่งโดยเฉพาะมือใหม่เริ่มหัดเป็นเบาหวาน
ที่เช้าวันหนึ่ง นอนตืื่นขึ้นมา มือก็จะเริ่มชา ตาก็จะเริ่มมัว
ที่บอกว่าเป็นอาการเฉพาะตอนตื่นนอน ก็เพราะว่า
ตอนที่เราหลับ ร่างกายจะอยู่ในภาวะกึ่งจำศีล
เลือดไหลเวียนน้อยๆ และช้าๆ
ทำให้โอกาสที่เม็ดเลือดแดงจะถูกสูบฉีดเข้าไปสู่อวัยวะเป้าหมาย
ปลายมือ ปลายเท้า และลูกนัยน์ตา
ก็จะทำได้น้อย และทำได้ช้าลงไปด้วย
แต่พอถึงเวลาที่เรามีกิจกรรม เช่น ตื่นขึ้นแล้วเดินไปเดินมา
ยึดแข้งยืดยา ทำนู่นทำนี่ไปสักพัก
ทำให้เลือดมีโอกาสวิ่งสูบฉีดสักหน่อย ก็จะเริ่มมีเม็ดเลือดแดง
ที่พอมีสารอาหารบางส่วน สามารถวิ่งเข้าไปถึง
อวัยวะปลายมือ ปลายเท้า ทำให้หายชา ตาก็หายพร่ามัวได้
แต่เมื่อไรก็ตาม
ถ้าปล่อยให้น้ำตาลมาเกาะเม็ดเลือดแดงมากเข้า
ก็จะไม่มีเม็ดเลือดแดงดีๆ เม็ดไหน
ถูกส่งเข้าไปสู่อวัยวะเหล่านี้ได้เลย
ทำให้เกิดอาการมือเท้าชาอย่างถาวร
ไปจงถึงมือเท้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ
แถมยังเข้มขึ้นเรื่อยๆ พอเป็นแผลแค่นิดหน่อย
แผลก็จะไม่ยอมหาย แถมยังลุกลามมากขึ้นทุกที
นั่นเพราะว่าไม่มีเลือดใหม่เข้าไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อเดิม
ที่ถูกทำลายและเสื่อมสภาพลงทุกวัน
ทำให้สุดท้าย ก็ต้องตัดมือ ตัดเท้าที่เป็นเบาหวาน
เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำการรักษายังงัยต่อไป
ลูกนัยน์ตาก็เหมือนกัน ขาดสารอาหารไปเลี้ยงจนเสื่อมลงไปเรื่อยๆ
แล้วก็จบลงที่ตาบอด สุดท้ายก็ต้องควักนัยน์ตาทิ้ง
เหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายของโรคเบาหวาน
เมื่อเหล่าอวัยวะทั้งหลายได้ทยอยเสื่อมลง
และค่อยๆ ล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ
โดยเริ่มตั้งแต่ เท้า มือ ขา แขน ตา ไต หัวใจ หลอดเลือด
ร่างกายโดยรวมก็จะไม่สามารถอยู่ได้
และสุดท้ายก็ต้องตายอย่างทนทุกข์ทรมาน
ได้รับทราบข้อเสียของการเป็นเบาหวานแล้วยังอยากจะเป็นกันอีกหรือเปล่า!!!!!!!!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)









