วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

กำเนิด "โรคเบาหวาน" ในประเทศไทย


ก่อนที่เราจะมาพิจารณาดูกันว่า
หลักเกณฑ์ต่างๆ ของฝรั่งมังค่า ที่ได้พูดมาทั้งหมดนี้
สามารถจะเชื่อถือได้จริงหรือไม่
เพราะที่นี่คืือเมืองไทย ไม่ใช่เมืองฝรั่ง
จะมาทำมั่วตั้ว เอาหลักเกณฑ์ของฝรั่งมาใช้กะคนไทยน่ะ
คงยอมรับไม่ได้หรอก 

ทั้งที่เมื่อก่อนย้อนหลังกลับไปสัก 40 ปี
สภาวะเบาหวานในประเทศไทยของเรา แทบจะไม่มีปรากฎเลย
จะมีก็แต่เหล่าขุนน้ำขุนนางหรือคนรวยๆ 
ที่นิยมเป็นกันมาก
เพราะว่าท่านพวก นิยมรับประทานกันแต่ "ข้าวเจ้า"

ข้าวเจ้า...ก็คือข้าวที่ขัดมาจนขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง
นิยมกินกันในหมู่ "เจ้านาย"
ซึ่งในสมัยโน้นมีราคาแพงมาก
เมื่อเทียบกับข้าวซ้อมมือ หรือว่า ข้าวแดง
ที่พวกคนธรรมดา หรือที่เค้าเรียกกันว่า "พวกไพร่" นิยมกินกัน
เพราะว่าหาได้ง่าย ทำเองก็ได้ จึงมีราคาที่ถูกกว่า

คราวนี้ "ข้าวเจ้า" กับ "ข้าวแดง" มีนัยยะที่แตกต่างกัน
อย่างไรบ้าง
แล้วทำไมข้าวชนิดเดียวกันแท้ๆ แค่ต่างกันเฉพาะวิธีการสี
แบบหนึ่ง ถึงทำให้คนที่รับข้าวแบบนี้เข้าไป
เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นได้
ส่วนข้าวที่สีอีกแบบหนึ่ง
ดันสามารถใช้รักษาโรคเบาหวานได้...ซะงั้น
มั่วรึเปล่าเนี่ย...แบบนี้ต้องมีเคลียร์

ข้าวเจ้า ถูกขัดสีจนกระทั่งได้เมล็ดข้าวสีขาวจั๊วะ
จมูกข้าวก็ไม่ม เยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่ดูว่าเป็นสีแดงก็ไม่มี
เอาของดีออกไปจนหมด เหลือแต่แป้งล้วนๆ
ที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า "empty calories" แปลว่า อาหารพลังงานสูง
แต่ไร้ซึ่งประโยชน์อื่นๆ ที่พึงจะม
และเมล็ดแป้งขาวๆ ที่เห็นนี่ล่ะ เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนล้วนๆ

พิสูจน์ได้ด้วยการเคี้ยวข้าวเปล่า แล้วอมไว้สักครู่
พอเอนไซม์ที่ชื่อว่า "อะไมเลส" ในน้ำลาย ได้ทำการคลุกเคล้า
และเมื่อย่อยข้าวในปากไปได้สักระยะแล้ว
เราก็จะสัมผัสได้ถึงความหวานจากน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในข้าวคำนั้น
ทันที และยังหวานต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลานานมาก

หมายความว่า ในข้าวคำนั้น ร่างกายเราสามารถจะนำมาย่อย
ให้กลายเป็นน้ำตาลได้ในปริมาณมหาศาล เรียกง่ายๆ ว่า
"แป้ง คือ น้ำตาลเชิงซ้อน" ที่ซ้อนทับกันอยู่มากมาย
เพื่อรอให้ร่างกายย่อยออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสจำนวนมหาศาล
หากเมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
โดยไม่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวมาช่วยเบรกแล้ว จะมีปริมาณที่ล้นเหลือ
เกินกว่าความต้องการของร่างกายที่จะนำไปใช้ได้ทั้งหมด
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณมากเกินไป

เดือดร้อนไปถึงระบบควบคุมน้ำตาล จะต้องยื่นมือออกมาไกล่เกลี่ย
เพื่อให้ระดับของน้ำตาลในร่างกาย
กลับไปตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของความพอดีให้ได้โดยเร็วที่สุด



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น