"โรคเบาหวาน" ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎก ชื่อ "คิริมานนท์สูตร"
ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนคิริมานนท์เถระ ซึ่งอาพาธ (ป่วย) หนักอยู่
พระองค์ทรงตรัสว่า ร่างกายนี้ประกอบด้วยอาการ 32
หรืออวัยวะที่สามารถมองเห็นและจับต้องได้ ทั้ง 32 ชนิด
แล้วก็ทรงกล่าวถึงโรคต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคน
จนได้บรรยายมาถึง ปิตตํ (โรคดีพิการ)
และต่อเนื่องไปจนถึง "มธุเมโห" หรือ "โรคเบาหวาน" นั่นเอง
โรคเบาหวานถูกค้นพบมานานแล้ว
ตั้งแต่การแพทย์ยุคโบราณเฟื่องฟู
ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ กรีซ โรม และอินเดีย
ซึ่งในเบื้องต้น จะมีผลรายงานบันทึกเอาไว้ เป็นไปในทางเดียว
และสอดคล้องกันว่า
ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย แถมปัสสาวะมีรสหวาน
ตั้งแต่การแพทย์ยุคโบราณเฟื่องฟู
ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ กรีซ โรม และอินเดีย
ซึ่งในเบื้องต้น จะมีผลรายงานบันทึกเอาไว้ เป็นไปในทางเดียว
และสอดคล้องกันว่า
ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย แถมปัสสาวะมีรสหวาน
พอมาปี พ.ศ. 613 ชาวกรีกชื่อ Aretaeus ก็ได้ทำการบันทึก
เรื่องของโรคที่แสดงอาการหิวน้ำและปัสสาวะบ่อยนี้
เอาไว้อย่างน่ากลัวว่า
"เป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อแขนขา ละลายออกมาทางปัสสาวะ" เพราะคนที่เป็นโรคนี้
มักจะมีร่างกายที่ผ่ายผอม แขนขาลีบลงไปทุกวัน
เรื่องของโรคที่แสดงอาการหิวน้ำและปัสสาวะบ่อยนี้
เอาไว้อย่างน่ากลัวว่า
"เป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อแขนขา ละลายออกมาทางปัสสาวะ" เพราะคนที่เป็นโรคนี้
มักจะมีร่างกายที่ผ่ายผอม แขนขาลีบลงไปทุกวัน
แถมยังตั้งชื่อโรค "โรคเบาหวาน" เอาไว้เป็นคนแรก
ตามชื่อของอาการในภาษากรีกว่า "diabetes"
ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษคือ "to flow through"
ตามชื่อของอาการในภาษากรีกว่า "diabetes"
ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษคือ "to flow through"
ต่อมาในปี พ.ศ. 2218 Thomas Willis แพทย์ชาวอังกฤษ
ได้กล่าวถึงรสหวานในปัสสาวะในชื่อของ "mellitus"
ซึ่งเป็นภาษาลาตินหมายถึง "honey-like"
สรุปแล้ว ชื่อเต็มของโรคเบาหวานก็คือ "Diabetes mellitus"
ซึ่งเป็นภาษากรีกและลาตินรวมกัน แปลว่า
"น้ำปัสสาวะ" และ "น้ำผึ้ง"
ได้กล่าวถึงรสหวานในปัสสาวะในชื่อของ "mellitus"
ซึ่งเป็นภาษาลาตินหมายถึง "honey-like"
สรุปแล้ว ชื่อเต็มของโรคเบาหวานก็คือ "Diabetes mellitus"
ซึ่งเป็นภาษากรีกและลาตินรวมกัน แปลว่า
"น้ำปัสสาวะ" และ "น้ำผึ้ง"

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น