เพราะฉะนั้นคำว่า "เบาหวาน"
จึงหมายถึง "ปัสสาวะที่มีรสหวาน" นั่นเอง
ซึ่งก็มาจากข้อสังเกตุของคนสมัยก่อนที่พบว่า
มักจะมีมดมาตอมปัสสาวะของผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะบ่อยๆ
ร่างกายซูบผอมลง และหากชิมปัสสาวะของผู้ป่วยนั้น
ก็มีรสหวาน
จึงเรียกลักษณะอาการดังกล่าวว่า เป็น "เบาหวาน"
ในคนปกติ ของเหลวทุกชนิดในร่างกายเรา
ไม่ว่าจะมีอะไรปะปนอยู่บ้าง ของดี ของเสีย...ทุกสิ่งทุกอย่าง
จะต้องถูกลำเลียงเข้าสู่ ระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกาย
แล้วสุดท้ายก็จะต้องถูกส่งไปกรองที่ "ไต" เสมอ
เพื่อให้ไตทำหน้าที่ "คัดแยก" เอา "ของดี" กลับมาใช้ใหม่
และพร้อมกันนั้น ก็แยก "ของเสีย" ออกมา
แล้วขับทิ้งรวมไปกับน้ำปัสสาวะ
แต่ไม่ว่าไตของเราจะวิเศษแค่ไหน
ก็ย่อมมีขอบเขตอขงการทำหน้าที่
คนที่เป็นเบาหวาน เมื่อมีน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือดสูง
ไตของเราก็ยังมีความสามารถ ที่จะกรองเอาน้ำตาลออกจากเลือด
เพื่อจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยมีข้อแม้ว่า.....
"ระดับของน้ำตาลที่อยู่ในเลือดนั้น
ต้องมีอยู่ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม ต่อน้ำเลือด 1 เดซิลิตร"
ไตถึงจะสามารถกรองเอาน้ำตาลกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด
เพราะไตถือว่า น้ำตาลเป็นของดีกับร่างกาย
จึงไม่ควรถูกขับถ่ายปะปนออกมากับปัสสาวะอย่างสูญเปล่า
แต่เมื่อไหรก็ตาม...ที่ปริมาณน้ำตาลพุ่งเกิน 200
มันก็เกินขีดความสามารถของไต
ที่จะกักเก็บน้ำตาลเอาไว้ได้ทั้งหมด
ส่วนของน้ำตาลที่เกิน 200 ไม่ว่าจะเกินมามากเท่าใด
ก็จะรั่วทะลุผ่านไตออกไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ
และเพื่อเป็นการขับน้ำตาลส่วนเกินเหล่านั้น
ร่างกายของเราก็จะต้องสละน้ำจำนวนมหาศาล
เพื่อเป็นตัวพาน้ำตาลส่วนเกินออกไปจากร่างกายด้วย
ซึ่งนอกจากจะทำให้ฉี่มีรสหวานแล้ว
ยังทำให้คนที่ป่วยเป็นเบาหวาน ต้องไปฉี่บ่อยๆ อีกด้วย
เรียกว่า...ผู้ป่วยบางคนร่างกายทรุดโทรม
เนื่องจากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
เพราะต้องตื่นขึ้นมาฉี่บ่อยๆ ในตอนกลางคืน
คราวนี้...เพราะเราไปฉี่ที่ไหน ก็มักจะมีมดมาตอม
เพราะมดจะมากินน้ำตาลที่ร่างกายของเราจำเป็นต้องขับทิ้งออกมา
พร้อมกับปัสสาวะจำนวนมากผิดปกติของเรานั่นเอง
และนี่คือที่มาของโรคเบาหวาน
ก็เพราะน้ำเบาของเรา มีน้ำตาลที่ให้รสหวาน
ถ่ายเบาทิ้งไว้ แล้วมีมดมาตอล...นี่แหละคือคำว่า "เบาหวาน"
ในคนปกติ ของเหลวทุกชนิดในร่างกายเรา
ไม่ว่าจะมีอะไรปะปนอยู่บ้าง ของดี ของเสีย...ทุกสิ่งทุกอย่าง
จะต้องถูกลำเลียงเข้าสู่ ระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกาย
แล้วสุดท้ายก็จะต้องถูกส่งไปกรองที่ "ไต" เสมอ
เพื่อให้ไตทำหน้าที่ "คัดแยก" เอา "ของดี" กลับมาใช้ใหม่
และพร้อมกันนั้น ก็แยก "ของเสีย" ออกมา
แล้วขับทิ้งรวมไปกับน้ำปัสสาวะ
แต่ไม่ว่าไตของเราจะวิเศษแค่ไหน
ก็ย่อมมีขอบเขตอขงการทำหน้าที่
คนที่เป็นเบาหวาน เมื่อมีน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือดสูง
ไตของเราก็ยังมีความสามารถ ที่จะกรองเอาน้ำตาลออกจากเลือด
เพื่อจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยมีข้อแม้ว่า.....
"ระดับของน้ำตาลที่อยู่ในเลือดนั้น
ต้องมีอยู่ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม ต่อน้ำเลือด 1 เดซิลิตร"
ไตถึงจะสามารถกรองเอาน้ำตาลกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด
เพราะไตถือว่า น้ำตาลเป็นของดีกับร่างกาย
จึงไม่ควรถูกขับถ่ายปะปนออกมากับปัสสาวะอย่างสูญเปล่า
แต่เมื่อไหรก็ตาม...ที่ปริมาณน้ำตาลพุ่งเกิน 200
มันก็เกินขีดความสามารถของไต
ที่จะกักเก็บน้ำตาลเอาไว้ได้ทั้งหมด
ส่วนของน้ำตาลที่เกิน 200 ไม่ว่าจะเกินมามากเท่าใด
ก็จะรั่วทะลุผ่านไตออกไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ
และเพื่อเป็นการขับน้ำตาลส่วนเกินเหล่านั้น
ร่างกายของเราก็จะต้องสละน้ำจำนวนมหาศาล
เพื่อเป็นตัวพาน้ำตาลส่วนเกินออกไปจากร่างกายด้วย
ซึ่งนอกจากจะทำให้ฉี่มีรสหวานแล้ว
ยังทำให้คนที่ป่วยเป็นเบาหวาน ต้องไปฉี่บ่อยๆ อีกด้วย
เรียกว่า...ผู้ป่วยบางคนร่างกายทรุดโทรม
เนื่องจากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
เพราะต้องตื่นขึ้นมาฉี่บ่อยๆ ในตอนกลางคืน
คราวนี้...เพราะเราไปฉี่ที่ไหน ก็มักจะมีมดมาตอม
เพราะมดจะมากินน้ำตาลที่ร่างกายของเราจำเป็นต้องขับทิ้งออกมา
พร้อมกับปัสสาวะจำนวนมากผิดปกติของเรานั่นเอง
และนี่คือที่มาของโรคเบาหวาน
ก็เพราะน้ำเบาของเรา มีน้ำตาลที่ให้รสหวาน
ถ่ายเบาทิ้งไว้ แล้วมีมดมาตอล...นี่แหละคือคำว่า "เบาหวาน"

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น